มาตรา ๑๙๗ เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกให้ยื่นคำให้การแล้ว จำเลยมิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ตามกฎหมายหรือตามคำสั่งศาล ให้ถือว่าจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
คำพิพากษาฎีกาที่เกี่ยวข้อง
1.มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 15018/2551 ป.วิ.พ. 193 วรรคสี่ (เดิม) และมาตรา 193 ทวิ วรรคสอง ได้กำหนดหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การสำหรับคดีมโนสาเร่ไว้เป็นการเฉพาะแล้ว ดังนั้น การที่จะถือว่าจำเลยในคดีมโนสาเร่ขาดนัดยื่นคำให้การก็จะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้น จะนำหลักเกณฑ์การขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 และมาตรา 198 ที่ใช้สำหรับคดีแพ่งสามัญมาใช้บังคับแก่คดีมโนสาเร่ไม่ได้ เมื่อคดีนี้เป็นคดีมโนสาเร่และจำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์จึงมิต้องยื่นคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง แต่อย่างใด
2.เมื่อจำเลยได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องของโจทก์แล้ว จำต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5336/2551 เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2544 เจ้าพนักงานศาลได้ส่งหมายเรียกและสำเนาคำร้องขัดทรัพย์ให้โจทก์แก้คดีภายในสิบห้าวันนับแต่วันรับหมาย ณ บ้านของโจทก์โดยวิธีปิดหมายตามคำสั่งศาลโดยชอบแล้ว โจทก์ต้องยื่นคำให้การแก้คดีภายในวันที่ 17 ตุลาคม 2544 แต่โจทก์มิได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ดังกล่าวถือว่าโจทก์ขาดนัดยื่นคำให้การตาม ป.วิ.พ. มาตรา 197 และผู้ร้องต้องมีคำขอต่อศาลภายในสิบห้าวันนับแต่ระยะเวลาที่กำหนดให้โจทก์ยื่นคำให้การได้สิ้นสุดลง เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งชี้ขาดให้ตนเป็นฝ่ายชนะคดีโดยขาดนัด โดยนับตั้งแต่วันที่ 17 ตุลาคม 2544 ครบกำหนดสิบห้าวันคือวันที่ 1 พฤศจิกายน 2544 เมื่อผู้ร้องไม่ยื่นคำขอต่อศาลภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งจำหน่ายคดีของผู้ร้องเสียจากสารบบความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 198 วรรคสอง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว
3.คดีไม่มีข้อพิพาท เป็นกรณีที่ไม่มีการออกหมายเรียกให้ผู้คัดค้านแก้ต่างคดี หากไม่คัดค้านภายใน 15 วัน ก็ไม่ถือว่า ขาดนัดยื่นคำให้การ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1636/2511 ผู้ร้องฎีกามาด้วยในประเด็นที่ว่า ผู้คัดค้านยื่นคำร้องล่วงเลยเวลากำหนดแห่งการคัดค้าน โดยมิได้อ้างเหตุผลพิเศษหรืออ้างเหตุสุดวิสัย คำร้องคัดค้านเป็นการผิดระเบียบแบบแผน ไม่ชอบด้วยกระบวนพิจารณาความแพ่งอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
เกี่ยวกับประเด็นในข้อนี้ ข้อเท็จจริงในท้องสำนวนได้ความว่าศาลชั้นต้นได้ประกาศกำหนดนัดไต่สวนคำร้องเรื่องนี้ในวันที่ ๓๑มีนาคม ๒๕๐๙ เวลา ๘.๓๐ นาฬิกา ผู้ใดจะคัดค้านก็ให้คัดค้านเสียก่อนกำหนดวันนัด ครั้นถึงวันนัด ศาลชั้นต้นไต่สวนพยานผู้ร้องไปเพียง๑ ปากเท่านั้น ต่อมาวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๐๙ ผู้คัดค้านยื่นคำร้องคัดค้านอ้างว่าตนมิได้ทราบประกาศทางหนังสือพิมพ์ และเพิ่งจะมารู้เรื่องเมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๙
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำร้องคัดค้านโดยเห็นว่ามิใช่เป็นกรณีขาดนัดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย เพราะในกรณีเช่นนี้ศาลย่อมมีอำนาจทั่วไปที่จะใช้ดุลพินิจตามที่เห็นสมควรว่าจะรับคำร้องคัดค้านหรือไม่
4.กรณีการร้องสอดตามมาตรา 57(2) หากจำเลยเดิมขาดนัดยื่นคำให้การ ผู้ร้องสอดก็ไม่มีสิทธิยื่นคำให้การด้วย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 996/2549 โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสี่ร่วมกันชำระค่าจ้างก่อสร้างแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 และที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2 หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ได้ยื่นคำร้องสอดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมกับจำเลยที่ 1 ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (2) จึงต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิอย่างอื่นนอกจากสิทธิที่มีอยู่ของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความฝ่ายที่ตนเข้าเป็นจำเลยร่วมตามมาตรา 58 วรรคสอง ฉะนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่ยื่นคำให้การจนศาลสั่งว่าจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีสิทธิยื่นคำให้การของตนเข้ามาอันเป็นการใช้สิทธินอกเหนือจากที่จำเลยที่ 1 มีอยู่ได้ การที่ศาลชั้นต้นสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 จึงเป็นการผิดหลง ศาลชั้นต้นชอบที่จะเพิกถอนคำสั่งรับคำให้การของจำเลยที่ 2 แล้วสั่งไม่รับคำให้การของจำเลยที่ 2 ให้ถูกต้องได้ ตามมาตรา 27 วรรคหนึ่ง
5.การส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องทางไปรษณีย์ตอบรับ ถือเป็นการส่งหมายเรียกโดยชอบด้วยกฎหมายโดยวิธีการธรรมดาแล้ว จำเลยจึงมีหน้าที่ต้องยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4293/2547 คดีนี้หมายเรียกและสำเนาคำฟ้องได้ส่งให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ จึงมีผลเสมือนว่าเจ้าพนักงานศาลเป็นผู้ส่งตาม ป.วิ.พ. มาตรา 73 ทวิ เมื่อ ร. ซึ่งเป็นภรรยาของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีอายุเกิน 20 ปี และอยู่บ้านเดียวกันได้รับหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องดังกล่าวเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2546 ตามรายงานเจ้าหน้าที่และใบตอบรับในประเทศ ย่อมถือได้ว่ามีการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้จำเลยที่ 2 โดยชอบแล้ว ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 76 วรรคหนึ่ง จำเลยที่ 2 อาจยื่นคำให้การได้ภายใน 15 วัน นับแต่วันดังกล่าวตาม ป.วิ.พ. มาตรา 177 วรรคหนึ่ง ซึ่งจะครบกำหนดในวันที่ 18 พฤษภาคม 2546 การที่จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การในวันที่ 29 พฤษภาคม 2546 จึงเป็นการยื่นคำให้การเกินกำหนด 15 วัน ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ทั้งการส่งหมายเรียกและสำเนาคำฟ้องให้แก่จำเลยที่ 2 โดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับเช่นนี้ หาใช่เป็นการส่งโดยวิธีอื่นตาม ป.วิ.พ. มาตรา 79 ไม่ |