สำนักงานกฎหมาย

นพนภัส

ทนายความเชียงใหม่

รวมคำพิพากษาศาลฎีกา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 986/2563 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ภายหลังจากวันที่ระบุหลังบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความหมดอายุ ทั้งทนายโจทก์ร่วมยังยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 โดยครั้งนี้ศาลชั้นต้นระบุว่าอนุญาตเป็นครั้งสุดท้ายถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ครั้นถึงวันครบกำหนดโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 4 ศาลชั้นต้นเห็นว่าโจทก์ร่วมอ้างเหตุเดิมเช่นเดียวกับครั้งก่อนและเหตุตามคำร้องไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ ให้ยกคำร้อง อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุแล้ว ทนายโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ร่วม หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องการหยิบยกว่าใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุแล้ว ทนายโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ร่วม โดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรฟังข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายให้แน่ชัดเสียก่อนว่าทนายโจทก์ร่วมได้มีการต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความหรือไม่ เมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าทนายโจทก์ร่วมได้แสดงหลักฐานว่ามีการต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความแล้ว โดยบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความระบุวันออก 19 ธันวาคม 2560 วันหมดอายุ 19 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาต่อเนื่องจากบัตรเดิมที่หมดอายุวันที่ 19 ธันวาคม 2560 ทนายโจทก์ร่วมจึงมิใช่เป็นผู้ที่ขาดจากการเป็นทนายความและมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แทนโจทก์ร่วมได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและยกคำสั่งศาลชั้นต้นในคำร้องของทนายโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมาทุกคำสั่ง เพราะเหตุใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบตาม ป.วิ.พ. มาตรา 27 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

 

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 วางโทษฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามก จำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท รวมจำคุก 4 เดือน และปรับ 40,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน และปรับ 20,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 3 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 และมาตรา 30 ริบของกลาง กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 75,000 บาท แก่โจทก์ร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ ให้ยกฟ้องฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาให้โจทก์ร่วมและจำเลยฟังเมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2560

โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 โดยครั้งนี้ศาลชั้นต้นเขียนระบุไว้ว่าอนุญาตให้เป็นครั้งสุดท้ายจนถึงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ครั้นถึงวันครบกำหนดโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์เป็นครั้งที่ 4 ออกไปอีก 1 เดือน นับแต่วันครบกำหนด ศาลชั้นต้นมีคำสั่งในวันเดียวกันนั้นว่า โจทก์ร่วมอ้างเหตุเดิมเช่นเดียวกับครั้งก่อนและเหตุตามคำร้องไม่ใช่พฤติการณ์พิเศษ ให้ยกคำร้อง

โจทก์ร่วมอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องของทนายโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมาทุกคำสั่ง โดยให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาและมีคำสั่งใหม่ต่อไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้องของทนายโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมาทุกคำสั่ง เพราะเหตุใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบหรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาว่า ทนายโจทก์ร่วมได้ต่อใบอนุญาตให้เป็นทนายความวันเดียวกับวันบัตรหมดอายุ คือ วันที่ 19 ธันวาคม 2560 ทนายโจทก์ร่วมจึงยังคงเป็นทนายความให้แก่โจทก์ร่วมได้ เห็นว่า ทนายโจทก์ร่วมยื่นใบแต่งทนายเข้ามาในคดีเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2560 โดยแนบสำเนาบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความซึ่งระบุวันบัตรหมดอายุ 19 ธันวาคม 2560 ทนายโจทก์ร่วมได้ดำเนินกระบวนพิจารณาแทนโจทก์ร่วมมาตลอดจนกระทั่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาและทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่ภายหลังบัตรหมดอายุ ทั้งทนายโจทก์ร่วมยังยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 และครั้งที่ 4 เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งครั้งนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า ไม่มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ จึงมีคำสั่งไม่อนุญาตและยกคำร้อง อันเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำสั่งไปยังศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดังนั้น จึงมีประเด็นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมเพียงว่ามีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ ไม่มีประเด็นว่าใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุแล้ว ทนายโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ร่วม หากศาลอุทธรณ์ภาค 1 ต้องการหยิบยกว่าใบอนุญาตให้เป็นทนายความของทนายโจทก์ร่วมหมดอายุแล้ว ทนายโจทก์ร่วมไม่มีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ แทนโจทก์ร่วม โดยเห็นว่าเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ภาค 1 สมควรฟังข้อเท็จจริงที่นำไปสู่การวินิจฉัยข้อกฎหมายให้แน่ชัดเสียก่อนว่าทนายโจทก์ร่วมได้มีการต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความหรือไม่ ซึ่งปรากฏว่าหลังจากใบอนุญาตให้เป็นทนายความหมดอายุลงแล้ว ทนายโจทก์ร่วมยังยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก 3 ครั้ง และยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้น คำร้องขออนุญาตอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง และคำฟ้องอุทธรณ์ อันเป็นข้อบ่งชี้ว่าทนายโจทก์ร่วมน่าจะต่อใบอนุญาตให้เป็นทนายความแล้ว ประกอบกับทนายโจทก์ร่วมเข้าดำเนินกระบวนพิจารณาในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ร่วมมาตลอด และเมื่อคดีขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ปรากฏว่าทนายโจทก์ร่วมได้แสดงหลักฐานว่ามีการต่ออายุใบอนุญาตให้เป็นทนายความแล้วจริง โดยบัตรประจำตัวสมาชิกสภาทนายความระบุวันออก 19 ธันวาคม 2560 วันหมดอายุ 19 ธันวาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาต่อเนื่องจากบัตรเดิม อีกทั้งเลขหมายใบอนุญาตให้เป็นทนายความ 2609/2546 ก็ยังคงเป็นเลขหมายเดิม ทนายโจทก์ร่วมจึงมิใช่เป็นผู้ที่ขาดจากการเป็นทนายความและมีอำนาจดำเนินกระบวนพิจารณาใด ๆ ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 1 แทนโจทก์ร่วมได้ ดังนั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่ยกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมและยกคำสั่งของศาลชั้นต้นในคำร้อง ของทนายโจทก์ร่วมเริ่มตั้งแต่ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2560 เป็นต้นมาทุกคำสั่งนั้น เป็นกระบวนพิจารณาที่ผิดระเบียบ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 27 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีขึ้นมาสู่การพิจารณาของศาลฎีกา ทั้งพยานหลักฐานในสำนวนเพียงพอแก่การวินิจฉัยคดีแล้ว ศาลฎีกาเห็นควรพิจารณาประเด็นตามอุทธรณ์ของโจทก์ร่วมว่า มีพฤติการณ์พิเศษที่จะขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้แก่โจทก์ร่วมหรือไม่ โดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิจารณาพิพากษาคดีใหม่ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (2) และมาตรา 225 เห็นว่า หลังจากศาลชั้นต้นได้อ่านคำพิพากษาและทนายโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 1 แล้ว เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2560 ทนายโจทก์ร่วมได้ยื่นคำร้องขอคัดถ่ายคำพิพากษาศาลชั้นต้นและเอกสารในสำนวน ต่อมาวันที่ 20 ธันวาคม 2560 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 โดยอ้างเหตุว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาและเอกสารในสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาอุทธรณ์ วันที่ 18 มกราคม 2561 ทนายโจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 3 โดยอ้างเหตุว่ายัง (ที่ถูกน่าจะเป็น เพิ่ง) ได้รับสำเนาคำพิพากษาและเอกสารในสำนวน ศาลชั้นต้นอนุญาตโดยระบุกำชับว่าเป็นครั้งสุดท้าย วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ทนายโจทก์ร่วมกลับยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์อีกเป็นครั้งที่ 4 โดยอ้างเหตุว่าเพิ่งได้รับสำเนาคำพิพากษาและเอกสารในสำนวน ซึ่งเป็นเหตุเดียวกันกับที่เคยอ้างในการยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 เมื่อพิจารณาว่านับแต่วันที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจนถึงวันที่ศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ครั้งสุดท้ายนั้น เป็นเวลาพอสมควรแล้ว แต่ทนายโจทก์ร่วมไม่ยื่นอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลาทั้ง ๆ ที่ศาลชั้นต้นได้สั่งกำชับว่าอนุญาตเป็นครั้งสุดท้าย กรณีดังกล่าวถือว่าเป็นความบกพร่องของทนายโจทก์ร่วมเอง มิใช่พฤติการณ์พิเศษแต่อย่างใด ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้โจทก์ร่วมขยายระยะเวลาอุทธรณ์ตามคำร้องลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 และยกคำร้องนั้น ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษายกคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 และยกคำร้องขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์ลงวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2561 ของโจทก์ร่วม

 

***************************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5117/2562 แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา โดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 318 วรรคแรก

 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และ 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 318, 326 และ 328

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ก่อนเริ่มสืบพยาน จำเลยที่ 1 ขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพในข้อหาหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาและนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนอาจเข้าถึงได้ ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ห. ผู้เสียหายที่ 1 และนาง น. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 1 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 1 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และอนุญาตให้ผู้เสียหายที่ 2 เข้าร่วมเป็นโจทก์ในข้อหาพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแล โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ส่วนข้อหาอื่นผู้เสียหายที่ 2 ไม่ใช่ผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต และผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่ง ขอให้จำเลยทั้งสอง (ที่ถูกจำเลยที่ 1) ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 200,000 บาท ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องในคดีส่วนแพ่งขอให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวน 100,000 บาท

จำเลยที่ 1 ให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้องขอของผู้เสียหายที่ 2

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 ปี จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี ข้อหาอื่นสำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 100,000 บาท แก่โจทก์ร่วมที่ 1 ยกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองสำหรับจำเลยที่ 2 และยกคำร้องขอของโจทก์ร่วมที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน

โจทก์ร่วมทั้งสองและจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลใดๆ อันมีลักษณะลามกและประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นั้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าวจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ที่โจทก์ร่วมทั้งสองฎีกาว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดฐานร่วมกันพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ดังที่โจทก์ฟ้องนั้น เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก บิดามารดา ผู้ปกครองหรือผู้ดูแลเท่านั้นที่เป็นผู้เสียหายเพราะผู้เยาว์ที่อยู่ในอำนาจปกครองของตนถูกพรากไป ดังนี้ โจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้นจึงเป็นผู้เสียหายซึ่งมีอำนาจฟ้องผู้กระทำความผิดดังกล่าว โจทก์ร่วมที่ 1 บุตรโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นผู้เยาว์ที่ถูกพรากไปมิใช่ผู้เสียหายในความผิดนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 จึงไม่อาจฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก

มีปัญหาที่ต้องพิจารณาต่อไปว่า โจทก์ร่วมที่ 1 มาหาจำเลยที่ 1 โดยเต็มใจหรือไม่ เห็นว่า ตามปกติแล้วบุคคลที่ถูกหลอกลวงเมื่อรู้ความจริง น่าจะต้องแปลกใจและมีการพูดสอบถามเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพราะนอกจากรูปร่างหน้าตาจำเลยที่ 1 จะไม่เหมือนกับภาพในเฟซบุ๊กแล้วจำเลยที่ 1 ยังเป็นคนพิการเดินไม่ได้ ไม่มีเหตุผลพอให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จะไม่มีอาการแปลกใจและไม่มีการสอบถามจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว คำเบิกความของจำเลยที่ 1 จึงขัดต่อเหตุผล ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังได้ รวมถึงที่จำเลยที่ 1 นำสืบต่อสู้ว่า ก่อนที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะมาพบเป็นครั้งแรก โจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เคยส่งภาพใด ๆ มาให้จำเลยที่ 1 นั้นก็ขัดแย้งกับคำให้การในชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ตามบันทึกคำให้การ ที่ว่า ขณะที่ติดต่อกันผ่านเฟซบุ๊กและโทรศัพท์คุยกันโดยไม่เห็นหน้านั้น โจทก์ร่วมที่ 1 เคยส่งภาพถ่ายมาให้ตนดูรวมถึงมีภาพเปลือยที่ตนนำไปเผยแพร่ในเฟซบุ๊กสาธารณะด้วย ซึ่งในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 มีมารดาเข้าร่วมฟังการสอบสวนและลงชื่อในฐานะผู้ดูแลคนพิการไว้ด้วย ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถูกข่มขู่ จูงใจ หรือบังคับให้ให้การแต่ประการใด ทั้งยังให้การไว้หลังจากเกิดเหตุเมื่อวันที่ 6 กันยายน 2557 ไม่นาน จึงมีเหตุผลให้เชื่อว่าจำเลยที่ 1 ยังไม่มีเวลาที่จะหาข้ออ้างแก้ต่างให้ตนพ้นผิด ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามบันทึกคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 ว่า ก่อนหน้าที่โจทก์ร่วมที่ 1 จะไปพบจำเลยที่ 1 นั้น จำเลยที่ 1 มีภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 อยู่แล้ว การที่โจทก์ร่วมที่ 1 เดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้าน ไม่ว่าจะเต็มใจไปหาเพราะคิดว่าจำเลยที่ 1 คือชายหน้าตาดีที่ตนคุยด้วยผ่านทางเฟซบุ๊กหรือถูกข่มขู่บังคับก็ตาม แต่เมื่อโจทก์ร่วมที่ 1 มาถึงบ้านของจำเลยที่ 1 และเห็นว่า จำเลยที่ 1 ไม่ใช่ชายหน้าตาดีตามที่ตนได้คุยด้วย ทั้งยังพิการเดินไม่ได้ รวมถึงสภาพบ้านยังมีลักษณะเป็นเพิงพักอาศัยไม่มีฝาผนังบ้านปิดอยู่ หากโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ได้ถูกข่มขู่หรือถูกบังคับด้วยวิธีการใด และประสงค์จะกลับบ้านโดยไม่ติดต่อกับจำเลยที่ 1 อีก นั้น ย่อมกระทำได้โดยง่าย เพราะโจทก์ร่วมที่ 1 ขับรถจักรยานยนต์มา จำเลยที่ 1 ซึ่งขาพิการย่อมไม่สามารถติดตามโจทก์ร่วมที่ 1 ได้ทัน พฤติการณ์ที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ทั้งๆ ที่ถูกจำเลยที่ 1 ใช้ภาพผู้อื่นที่เป็นชายหน้าตาดีหลอกลวงให้โจทก์ร่วมที่ 1 คุยด้วยนานนับเดือน นับเป็นเรื่องผิดปกติวิสัยของผู้ที่ถูกหลอกลวงที่จะเต็มใจเข้าไปหาด้วยตัวเอง พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองมีน้ำหนักและเหตุผลให้เชื่อว่าโจทก์ร่วมที่ 1 จำยอมเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 ครั้งแรกและจำยอมมาหาจำเลยที่ 1 ในครั้งต่อ ๆ มาเพราะถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปลงเผยแพร่ในอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อเท็จจริงรับฟังได้ต่อมาว่าเมื่อภายหลังโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่ยอมทำตามความต้องการของจำเลยที่ 1 โดยไม่ติดต่อและไม่ไปหาจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็นำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต อันเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ซึ่งจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพในข้อหาความผิดนี้ จึงเป็นข้อเท็จจริงที่นำมารับฟังสนับสนุนคำเบิกความของโจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยิ่งมีน้ำหนักให้เชื่อได้ว่า สาเหตุที่โจทก์ร่วมที่ 1 ยินยอมไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 เกิดจากการถูกจำเลยที่ 1 ข่มขู่ว่าจะนำภาพเปลือยร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเผยแพร่ทางอินเทอร์เน็ต โจทก์ร่วมที่ 1 มิได้เต็มใจไปหาและเข้าไปในบ้านของจำเลยที่ 1 แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมที่ 1 อาจเดินทางไปหาจำเลยที่ 1 ด้วยความเต็มใจในฐานะคนรักหรือตกอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ย่อมเป็นไปได้ทั้งสองประการแล้วยกประโยชน์แห่งความสงสัยตามสมควรให้จำเลยที่ 1 นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย การที่จำเลยที่ 1 หลอกลวงและข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ไปหาที่บ้านแล้วมีการกระทำต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 แม้จำเลยที่ 1 ปฏิเสธว่าไม่เคยกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 ตามที่โจทก์ร่วมที่ 1 เบิกความ แต่ในขณะเดียวกันจำเลยที่ 1 ก็ยอมรับว่าจำเลยที่ 1 กอดจูบลูบคลำโจทก์ร่วมที่ 1 โดยจำเลยที่ 1 ตอบโจทก์ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ได้ลูบคลำหน้าอกและอวัยวะเพศโจทก์ร่วมที่ 1 และจำเลยที่ 1 ยังให้การไว้ในชั้นสอบสวนว่าจำเลยที่ 1 หอมแก้ม จับเนื้อต้องตัว และจับหน้าอกโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวก็เป็นการกระทำอันไม่สมควรทางเพศต่อโจทก์ร่วมที่ 1 แล้ว แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้มีการกระทำอันเป็นการพาโจทก์ร่วมที่ 1 ออกมาจากบ้านของโจทก์ร่วมที่ 2 โดยตรงก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 ข่มขู่โจทก์ร่วมที่ 1 ให้ยอมมาหาที่บ้านแล้วกระทำการอันไม่สมควรทางเพศต่อเนื้อตัวร่างกายโจทก์ร่วมที่ 1 ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโจทก์ร่วมที่ 1 ยังอยู่ในความดูแลของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 มีเจตนาที่จะแยกโจทก์ร่วมที่ 1 ออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโดยให้โจทก์ร่วมที่ 1 ตกอยู่ในอำนาจควบคุมของจำเลยที่ 1 และจำยอมให้จำเลยที่ 1 กระทำอนาจารต่อโจทก์ร่วมที่ 1 อันเป็นการล่วงละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการกระทำอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 โดยมีเจตนาพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นมารดา โดยผู้เยาว์นั้นไม่เต็มใจไปด้วย การกระทำของจำเลยที่ 1 ย่อมเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก อันเป็นการกระทำซึ่งเป็นการละเมิดต่ออำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาโจทก์ร่วมที่ 1 เป็นเหตุให้โจทก์ร่วมที่ 2 ได้รับความเสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดดังกล่าวแก่โจทก์ร่วมที่ 2 ด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ในข้อหาความผิดนี้ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังขึ้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ต่อไปว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่าสิบห้าปี แต่ยังไม่เกินสิบแปดปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลโดยผู้เยาว์ไม่เต็มใจไปด้วยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ทางนำสืบโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยกับการที่โจทก์ร่วมที่ 1 ไปหาจำเลยที่ 1 ที่บ้านอย่างไร มีการแบ่งหน้าที่กันทำหรือร่วมกันกระทำความผิดอย่างไร ทั้งโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองนำสืบว่าขณะที่จำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 นั้น โจทก์ร่วมที่ 1 นอนอยู่ในบ้านของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว แสดงว่าขณะนั้นโจทก์ร่วมที่ 1 ถูกแยกออกจากอำนาจปกครองของโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดาอยู่แล้ว ปัญหาว่าจำเลยที่ 2 ได้ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่นั้น จึงไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่จะต้องนำมาวินิจฉัยเพราะโจทก์มิได้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หากจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 จริง ก็คงมีเพียงเจตนาข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 เท่านั้น ไม่ได้กระทำการใดอันเป็นการพรากโจทก์ร่วมที่ 1 ไปเสียจากโจทก์ร่วมที่ 2 ผู้เป็นมารดา พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองดังกล่าวจึงไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก ได้ และในเมื่อพนักงานอัยการโจทก์ไม่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับความผิดในข้อหาข่มขืนกระทำชำเรามา ย่อมแสดงว่าโจทก์ไม่ประสงค์จะดำเนินคดีต่อจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานนี้ ไม่ว่าศาลจะพิจารณาได้ความว่าจำเลยที่ 2 ข่มขืนกระทำชำเราโจทก์ร่วมที่ 1 หรือไม่ก็ตาม ก็ไม่อาจฟังลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 276 วรรคแรก ได้ เพราะข้อหาความผิดนี้เป็นข้อที่ไม่ได้กล่าวในฟ้อง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2560 ได้มีพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ 26) พ.ศ.2560 มาตรา 11 ให้ยกเลิกอัตราโทษในมาตรา 318 วรรคแรก และให้ใช้อัตราโทษใหม่แทน แต่โทษปรับตามกฎหมายที่แก้ไขใหม่ มีระวางโทษปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท ไม่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 จึงต้องใช้กฎหมายเดิมซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับแก่จำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 และศาลอุทธรณ์ภาค 3 มิได้มีคำสั่งเกี่ยวกับค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งชั้นอุทธรณ์ จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 246 ประกอบมาตรา 141 (5) ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 318 วรรคแรก (เดิม) การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันรวม 7 กรรม ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกกระทงละ 2 ปี รวม 7 กระทง เป็นจำคุก 14 ปี ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 7 ปี 28 เดือน เมื่อรวมกับโทษจำคุก 2 ปี ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) แล้ว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ มีกำหนด 9 ปี 28 เดือน ให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่โจทก์ร่วมที่ 2 จำนวน 50,000 บาท นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งทั้งสามศาลให้เป็นพับ

****************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2148/2562 ข้อความที่จำเลยทำให้ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร รวม 3 กระทง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงในรายละเอียดและวันที่กระทำความผิด กล่าวคือ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 24 มกราคม 2556 ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งการพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ทั้งข้อเท็จจริงที่จำเลยได้พิมพ์หรือทำให้ปรากฏตามสำเนาข้อความแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก ซึ่งข้อความคดีนี้และข้อความตามคำฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 8.17 นาฬิกา ถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 9.07 นาฬิกา บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่องทำนองเดียวกัน คือ "ทำไมไอ้ P จึงต้องด่าคนขายพระ ลป.บุญศรี" และข้อความทั้งหมดต่างกล่าวถึงโจทก์ร่วมในเรื่องเดียวกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด รับซื้อของโจร นอกจากนี้ปรากฏว่า จำเลยได้กระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับคดีนี้และเวลาเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร จึงเป็นกรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว หาใช่ 3 กรรม ดังที่โจทก์ฟ้อง ถือได้ว่าศาลมีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 39 (4) แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยให้การรับสารภาพ แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้

 

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 นับโทษจำคุกต่อจากโทษจำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร

จำเลยให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยกลับให้การรับสารภาพและรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ระหว่างพิจารณา นายสันติ ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวม 3 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวม 3 กระทง เป็นรวมจำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโจทก์จำคุกของจำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง

โจทก์ร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมว่า ฟ้องโจทก์คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับฟ้องโจทก์ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร หรือไม่ โดยโจทก์ร่วมฎีกาทำนองว่า ข้อความในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร มีความแตกต่างกันโดยจำเลยเสกสรรปั้นแต่งเหตุการณ์นั้นเป็นคนละอย่างกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนหลอกลวง หาผลประโยชน์จากวัด เป็นมารศาสนา ขโมยของสงฆ์ รับซื้อของโจร ซึ่งขึ้นอยู่กับเจตนาของจำเลยในแต่ละคราว ทำให้บุคคลใดอ่านข้อความดังกล่าวที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์หลายครั้งแล้วย่อมเข้าใจว่า โจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่างกรรมต่างวาระ จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) นั้น เห็นว่า ข้อความที่จำเลยทำให้ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตโดยการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในคดีนี้รวม 3 กระทง และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร รวม 3 กระทง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงรายละเอียด และวันที่กระทำความผิดจะแตกต่างกันบ้างเล็กน้อย กล่าวคือ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 24 มกราคม 2556 ส่วนคดีหมายเลขแดงที่ 1034/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดในวันที่ 11 มกราคม 2556 วันที่ 23 มกราคม 2556 และวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 ซึ่งการจะพิจารณาว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรมต่างกัน ย่อมต้องพิจารณาถึงเจตนาในการกระทำความผิดเป็นสำคัญว่ามีเจตนาเดียวกันหรือไม่ประกอบกันด้วย ทั้งข้อเท็จจริงที่ปรากฏตามสำเนาข้อความแสดงความคิดเห็นบนเว็บไซต์เฟซบุ๊ก จำเลยพิมพ์หรือทำให้ปรากฏซึ่งข้อความคดีนี้ และข้อความตามฟ้องในคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร ต่อเนื่องกันตลอดมาตั้งแต่วันที่ 11 มกราคม 2556 เวลา 8.17 นาฬิกา จนถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2556 เวลา 9.07 นาฬิกา บนเว็บไซต์เฟซบุ๊กในหัวข้อเรื่องทำนองเดียวกัน คือ หัวข้อ "ทำไม ไอ้ P (ซึ่งหมายถึง โจทก์ร่วม) ทำไมต้องด่าคนขายพระ ลป.บุญศรี" และข้อความทั้งหมดต่างกล่าวถึงโจทก์ร่วมในเรื่องเดียวกัน กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมเป็นคนไม่ดี มีพฤติกรรมเสียหาย หลอกลวงหาผลประโยชน์จากวัด รับซื้อของโจร ทำให้ผู้อื่นอ่านข้อความแล้วเข้าใจว่าโจทก์ร่วมมีพฤติกรรมดังกล่าว นอกจากนี้ปรากฏว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นข้อหาเดียวกันกับคดีนี้ และเวลาเกิดเหตุอยู่ในระยะเวลาคาบเกี่ยวต่อเนื่องกัน การกระทำความผิดของจำเลยในคดีนี้และคดีหมายเลขแดงที่ 1039/2557 ของศาลจังหวัดสมุทรสาคร จึงเป็นกรรมเดียวกัน ดังนั้น เมื่อคดีของศาลจังหวัดสมุทรสาครที่พนักงานอัยการจังหวัดสมุทรสาครเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในคดีก่อน ศาลจังหวัดสมุทรสาครและศาลอุทธรณ์ภาค 7 มีคำพิพากษาแล้วว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดเพียงกรรมเดียว หาใช่เป็นความผิดรวม 3 กรรม ดังที่โจทก์ฟ้อง แม้จะไม่ปรากฏว่าคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้วหรือไม่ ก็ถือได้ว่าศาลได้มีคำพิพากษาเสร็จเด็ดขาดในความผิดที่ได้ฟ้องแล้ว สิทธิการนำคดีอาญามาฟ้องของโจทก์ในคดีนี้ย่อมระงับไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 39 (4) แม้ในชั้นพิจารณาจำเลยจะให้การรับสารภาพก็ตาม แต่ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย จำเลยมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นอุทธรณ์ได้ และศาลอุทธรณ์ภาค 1 ย่อมมีอำนาจหยิบยกขึ้นพิพากษายกฟ้องโจทก์ในคดีนี้ได้ คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

*********************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8973/2561 การพิจารณาว่าคำฟ้องของโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วย

การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย เมื่อไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่เป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11

 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157, 172, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3) และ (5)

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่า คดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ข้อแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์ และเอกสารท้ายฟ้อง พร้อมด้วยคำเบิกความของโจทก์ ระบุไว้โดยชัดแจ้งว่า จำเลยแต่ละคนเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายใด มีอำนาจหน้าที่อย่างใด และปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่อย่างไร ครบองค์ประกอบความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าวแล้ว เห็นว่า การพิจารณาว่าคำฟ้องโจทก์ครบองค์ประกอบความผิดหรือไม่ ต้องพิจารณาจากคำฟ้องของโจทก์เท่านั้น ส่วนเอกสารท้ายฟ้องแม้เป็นส่วนหนึ่งของคำฟ้องก็เป็นเพียงส่วนแสดงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเท่านั้น ไม่อาจนำเอกสารท้ายฟ้องและคำเบิกความของโจทก์มาพิจารณาประกอบกับคำฟ้องด้วยดังที่โจทก์อ้างในฎีกา เมื่อพิจารณาคำฟ้องของโจทก์ในส่วนที่กล่าวหาว่าจำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แม้พอจับใจความได้ว่า เป็นการกล่าวหาว่า จำเลยที่ 4 ถึงที่ 6 ในฐานะคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีโจทก์ถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการดำเนินการดังกล่าว เพราะกระบวนการสอบข้อเท็จจริงขัดต่อระเบียบของหน่วยงาน และข้อสรุปของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่ว่าไม่มีเหตุการณ์ที่โจทก์ไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานตำรวจเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และจำเลยที่ 3 ในฐานะรองผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ที่ได้รับมอบหมายจากจำเลยที่ 2 ให้ดูแลควบคุมการปฏิบัติงานของพนักงานในพื้นที่ภาค 2 และเป็นผู้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพราะจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบเรื่องการสอบข้อเท็จจริงที่ไม่ชอบจากโจทก์แล้ว แต่ไม่สั่งการให้คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงแก้ไขให้ถูกต้อง ส่วนจำเลยที่ 8 ถึงที่ 24 ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในการส่วนที่เกี่ยวกับการสอบข้อเท็จจริงกรณีพนักงานและลูกจ้างซึ่งอยู่เวรแก้กระแสไฟฟ้าขัดข้องดื่มสุราภายในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี โดยจำเลยที่ 8 ถึงที่ 12 ลงลายมือชื่อร่วมกันเสนอรายงานผลการสอบสวนข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังจำเลยที่ 13 ในฐานะผู้อำนวยการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานี จำเลยที่ 13 สั่งการให้นำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการพิจารณากลั่นกรองผลการสอบสวนที่มีจำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 เป็นกรรมการ จำเลยที่ 14 ถึงที่ 24 มีมติเห็นชอบตามที่คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ทั้งที่รายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่มีข้อสรุปว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับที่ปรากฏในรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 อีกทั้งในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยที่ 8 มีหนังสือสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีที่เกิดขึ้นไปยังผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี โดยกล่าวด้วยว่า การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดอุดรธานีได้ตรวจสอบในเบื้องต้นแล้ว ในขณะตรวจค้นไม่ได้มีการดื่มสุราส่งเสียงดัง จึงขอทราบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นเพื่อรายงานผู้บังคับบัญชา และจำเลยที่ 7 มีหนังสือตอบไปยังจำเลยที่ 8 ในทำนองว่าไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ขัดแย้งกับรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจภูธรเมืองอุดรธานี ลงวันที่ 18 พฤศจิกายน 2558 เป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบอีกด้วย ก็ตาม แต่การกระทำอันจะเป็นความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 นั้น ต้องเป็นการปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเจ้าพนักงานผู้กระทำมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใดด้วย โดยเฉพาะคดีนี้เป็นเรื่องที่โจทก์กล่าวหาว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพราะเหตุจากการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยพยานหลักฐานที่ได้มาจากการสอบข้อเท็จจริง หรือการใช้ดุลพินิจดำเนินการหรือไม่ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของตน ซึ่งโจทก์เห็นว่าเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้อง หากไม่ปรากฏว่าการใช้ดุลพินิจของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ การกระทำของจำเลยทั้งยี่สิบสี่ตามคำฟ้องของโจทก์ย่อมไม่เป็นความผิดตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว เมื่อตามคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ โจทก์มิได้บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยทั้งยี่สิบสี่กระทำการตามคำฟ้องโดยมีเจตนาพิเศษเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ อย่างไร คำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้จึงไม่ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ.2502 มาตรา 11 ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยว่าคำฟ้องของโจทก์ในข้อนี้ไม่ครบองค์ประกอบความผิด เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) มานั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

*********************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6794/2561 ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5)

คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม ป.อ. มาตรา 326, 393 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม ป.อ. มาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มี พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ซึ่งมาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ใช้กับกรณีกระทำการโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเทอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชนแต่ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตาม ป.อ. ระบุไว้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ อีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง

 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, 326, 328, 391 (ที่ถูก 393) พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

โจทก์ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า โจทก์บรรยายฟ้องความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ครบองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 หรือไม่ โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยดูหมิ่นซึ่งหน้าด้วยการพิมพ์ข้อความ "สรุป...ทริป "พาไปขำ" ...นะคะ..." ...ลงในโปรแกรมไลน์ อันเป็นการใส่ความโจทก์ซึ่งหน้า ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต้องอับอาย ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง ถูกเหยียดหยาม ...การกระทำของจำเลยเป็นการใส่ความโจทก์ต่อสมาชิกในกลุ่มซึ่งเป็นบุคคลที่สามที่เห็นข้อความของจำเลยก็ย่อมจะเข้าใจว่าโจทก์เป็นคนนิสัยไม่ดี เป็นคนชั่ว... ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328, 391 (ที่ถูก 393) เห็นว่า ฟ้องโจทก์มิได้บรรยายว่าจำเลยหมิ่นประมาทโจทก์อันเป็นการกระทำโดยการโฆษณา ซึ่งเป็นองค์ประกอบความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จึงเป็นฟ้องที่ไม่ครบองค์ประกอบความผิด คำฟ้องของโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 เป็นคำฟ้องที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า ความผิดฐานหมิ่นประมาทและฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 ต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยหรือไม่ เห็นว่า คดีอาญาเรื่องใดจะต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาอัตราโทษตามที่บัญญัติไว้สำหรับข้อหาแต่ละกระทงความผิดเป็นสำคัญ เมื่อความผิดในกระทงนั้นมีความผิดหลายบทรวมอยู่ด้วย ถ้าบทหนักไม่ต้องห้ามก็ถือว่าทุกบทไม่ต้องห้าม คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาท ฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า และฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เห็นได้ว่าเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท เมื่อความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 มีอัตราโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ทวิ ดังนั้น แม้ความผิดฐานหมิ่นประมาทมีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้ามีอัตราโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ก็ย่อมไม่ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงด้วย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในความผิดฐานดังกล่าวนั้น จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย และศาลฎีกาเห็นสมควรที่จะวินิจฉัยไปเสียทีเดียวในประเด็นความผิดที่โจทก์ฎีกาว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดฐานหมิ่นประมาท และฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 หรือไม่ โดยไม่จำต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวก่อน เมื่อโจทก์เบิกความในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยมิได้ยืนยันว่าข้อความตามคำฟ้องมีข้อความใดบ้างที่เป็นเท็จ และที่ถูกต้องตามความจริงแล้วเป็นเช่นไร เมื่อพิจารณาข้อความตามคำฟ้องแล้วมีลักษณะเชิงเปรียบเทียบ และข้อความบางตอนกล่าวในทำนองเสียดสี ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการดูหมิ่นเหยียดหยามโจทก์ หรือเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยประการที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง เมื่อคดีฟังได้เช่นนี้ การกระทำของจำเลยจึงไม่มีมูลเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทและฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 393 ฎีกาของโจทก์ในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า คดีโจทก์มีมูลในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) หรือไม่ โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) เดิม แต่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน "มาตรา 14 ผู้ใดกระทำความผิดที่ระบุไว้ดังต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา..." ซึ่งมาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ ใช้กับกรณีกระทำการโดยทุจริตหรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ทางอินเตอร์เน็ตหรือทางออนไลน์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมหรือเป็นเท็จ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน แต่ไม่ใช้กับกรณีนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการใส่ความผู้อื่นโดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ซึ่งมีบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายอาญาระบุไว้ว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทแล้ว การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่มีมูลเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่แก้ไขใหม่ อีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยผล ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้นทุกข้อ

พิพากษายืน

**************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4265/2561 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหาไว้ตามคำร้องของผู้ร้องมีกำหนด 12 วัน เพื่อสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาในความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวของศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา ผู้ต้องหาฎีกา เห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 คดีนี้ ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้น และยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 193 ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

 

คดีสืบเนื่องมาจากเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2560 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ไว้เพื่อดำเนินการสอบสวนดำเนินคดีผู้ต้องหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (2) (3) (5)

ผู้ต้องหาอุทธรณ์คำสั่งของศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง

ศาลอุทธรณ์พิพากษายกอุทธรณ์ของผู้ต้องหา

ผู้ต้องหาฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ต้องหาว่า การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขังผู้ต้องหามีกำหนด 12 วัน ตามคำร้องของผู้ร้อง ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 134 วรรคห้า บัญญัติว่า "เมื่อได้มีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว ถ้าผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้ถูกจับและยังไม่ได้มีการออกหมายจับ แต่พนักงานสอบสวนเห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้นั้นได้ตามมาตรา 71 พนักงานสอบสวนมีอำนาจสั่งให้ผู้ต้องหาไปศาลเพื่อออกหมายขังโดยทันที... กรณีเช่นว่านี้ให้นำมาตรา 87 มาใช้บังคับแก่การพิจารณาออกหมายขังโดยอนุโลม..." มาตรา 71 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยมาแล้ว ในระยะใดระหว่างสอบสวน ไต่สวนมูลฟ้องหรือพิจารณา ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาหรือจำเลยไว้ตามมาตรา 87 หรือมาตรา 88 ก็ได้ และให้นำบทบัญญัติในมาตรา 66 มาใช้บังคับโดยอนุโลม" มาตรา 66 บัญญัติว่า "เหตุที่จะออกหมายจับได้มีดังต่อไปนี้ (1) เมื่อมีหลักฐานตามสมควรว่าบุคคลใดน่าจะได้กระทำความผิดอาญาซึ่งมีอัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกินสามปี" ตามบทบัญญัติดังกล่าวข้างต้นให้อำนาจศาลที่จะขังผู้ต้องหาระหว่างสอบสวนหากมีเหตุตามมาตรา 66 ผู้ต้องหาถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116 ซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี จึงเป็นกรณีที่ศาลจะออกหมายขังผู้ต้องหาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 71 ประกอบมาตรา 66 บทบัญญัติดังกล่าวเป็นกระบวนการก่อนฟ้องซึ่งมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ต้องหาอยู่ในอำนาจของศาล เพื่อเป็นหลักประกันว่าจะมีตัวจำเลยในการพิจารณาคดีของศาล ทั้งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 106 บัญญัติให้ผู้ต้องหามีสิทธิยื่นคำร้องขอให้ปล่อยผู้ต้องหาชั่วคราวได้อยู่แล้ว แสดงให้เห็นเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างชัดเจนว่า มีวัตถุประสงค์จะให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นฝากขังระหว่างสอบสวนเป็นอำนาจของผู้พิพากษาศาลชั้นต้นและยุติไปในระดับศาลชั้นต้นเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องที่กฎหมายมีความประสงค์จะให้ผู้ต้องหายื่นอุทธรณ์คัดค้านคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 193 ด้วยเหตุผลดังวินิจฉัยมาแล้ว ผู้ต้องหาจึงไม่มีสิทธิยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาตามคำร้องของผู้ร้อง ที่ศาลอุทธรณ์ยกอุทธรณ์ของผู้ต้องหาจึงชอบแล้ว ฎีกาผู้ต้องหาฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

 

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2778/2561 พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า " (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน " โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า " (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา " กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตาม ป.อ. มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225

 

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 90, 91, 326, 328, 332 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5), 15 ขอให้บวกโทษ และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันลงโฆษณาคำพิพากษาทั้งฉบับในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน เอเอสทีวีผู้จัดการและอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 7 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยทั้งสี่เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยทั้งสี่ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 จำคุก 6 เดือน และปรับ 60,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ให้จำเลยที่ 1 ลงโฆษณาคำพิพากษาแต่บางส่วนพอได้ใจความในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หรือเดลินิวส์ หรือมติชน เอเอสทีวีผู้จัดการ และอินเทอร์เน็ต เว็บไซต์ www.manager.co.th เป็นเวลา 3 วัน ติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระค่าโฆษณาทั้งหมด สำหรับข้อหาและคำขออื่นของจำเลยที่ 1 ให้ยก กับให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 4

โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) (5) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 60,000 บาท หากจำเลยที่ 2 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ที่ 3 และที่ 4 เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเฉพาะจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองโดยคู่ความไม่โต้แย้งว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ขอจดทะเบียนเว็บไซต์ www.manager.co.th กับบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนม เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำบันทึกข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 เป็นผู้พัฒนาบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีจำเลยที่ 3 และที่ 4 ในฐานะกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนจำเลยที่ 2 เป็นผู้ลงนามผูกพันจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ศาลล้มละลายกลางพิพากษาให้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ล้มละลาย เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2554 เวลากลางคืน จำเลยที่ 1 กล่าวปราศรัยด้วยถ้อยคำหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และมีผู้นำถ้อยคำดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์โดยถอดคำพูดนำไปลงพิมพ์เผยแพร่ในเว็บไซต์ www.manager.co.th

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาหรือไม่ เห็นว่า ตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 จำเลยที่ 2 เป็นผู้รับสิทธิในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th จากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ผู้ให้สิทธิ โดยจำเลยที่ 2 ต้องเป็นผู้รับผิดชอบในการพัฒนาเว็บไซต์ ทั้งต้องเป็นผู้ลงทุนทุกอย่าง รวมถึงอุปกรณ์ กำลังคนและสถานที่เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กำหนดไว้ให้เว็บไซต์ดังกล่าวได้รับความนิยมสูงสุด ตามสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 มีข้อตกลงให้จำเลยที่ 2 มีสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th ในการดูแลและบริหารงานด้านบุคลากร จัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ พัฒนาระบบงานทุกด้าน ตลอดจนดูแลเนื้อหาของข้อมูลข่าวสารและมีสิทธิในการหารายได้จากเว็บไซต์ ส่วนบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธินำข้อมูล เนื้อหาและภาพไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่คิดค่าใช้จ่าย โดยกำหนดเวลาให้จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิในเว็บไซต์ www.manager.co.th รวม 30 ปี นับแต่วันที่ 1 มีนาคม 2544 และตามบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 4 มกราคม 2548 เป็นความตกลงระหว่าง บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กับจำเลยที่ 2 โดยบริษัท แมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิจำเลยที่ 2 นำเนื้อหาทุกประเภทในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวันไปเผยแพร่ในสื่อทุกประเภทที่จำเลยที่ 2 ได้จัดทำขึ้นหรือสื่อใดที่จำเลยที่ 2 เห็นสมควรทั้งในประเทศและต่างประเทศ และในการใช้ชื่อ " ผู้จัดการ " หรือ " MANAGER " เป็นระยะเวลา 10 ปี นับแต่วันที่ 4 มกราคม 2544 ตามข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นพฤติการณ์ที่เห็นได้ชัดว่า นับแต่ได้รับอนุญาตจากบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) จำเลยที่ 2 เป็นผู้มีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th ซึ่งย่อมรวมถึงการตัดสินใจนำข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ด้วย สิทธิดังกล่าวนี้เป็นเรื่องสำคัญต่อผลประโยชน์ของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย เห็นได้จากความตกลงในย่อหน้าสุดท้ายของบันทึกข้อตกลง ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2544 ว่า หากจำเลยที่ 2 ไม่สามารถปฏิบัติตามเป้าหมายที่ตกลงกันในการปรับปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ให้เป็นที่นิยมและเพิ่มโอกาสให้ชื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) และเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้รับความนิยมสูงสุดแล้ว บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) มีสิทธิยกเลิกสัญญาได้ทันที และดังเห็นได้จากสัญญาอนุญาตให้ใช้ลิขสิทธิ์ ลงวันที่ 1 มีนาคม 2544 ข้อ 1 ที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) สามารถนำข้อมูล เนื้อหาและรูปภาพในเว็บไซต์ที่จำเลยที่ 2 ดูแลและบริหารงานไปใช้ในกิจการของตนได้โดยจำเลยที่ 2 ไม่อาจคิดมูลค่าได้ และตามข้อ 2 ที่กำหนดการให้ใช้สิทธิโดยจำกัดระยะเวลาที่ 30 ปี หากจำเลยที่ 2 จะต่ออายุสัญญาต้องยื่นขอต่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นลายลักษณ์อักษรก่อนสัญญาสิ้นสุด ตามความตกลงนี้เป็นประโยชน์ต่อคู่กรณีทั้งสองฝ่าย มิเช่นนั้นจำเลยที่ 2 ย่อมไม่ลงทุนทรัพยากรในทุกด้านและย่อมไม่ทำข้อตกลงเป็นหนังสือกับบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) รับรองการให้สิทธิและใช้สิทธิในเว็บไซต์ไว้เป็นหลักฐานผูกพันกันเช่นนั้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ให้สิทธิแก่จำเลยที่ 2 ในการบริหารและจัดทำเว็บไซต์ www.manager.co.th สิ้นผลเมื่อบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ตกเป็นบุคคลล้มละลายในวันที่ศาลล้มละลายกลางพิพากษาคดีเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนเกิดเหตุ นับแต่นั้นจำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้บริหารดูแลเว็บไซต์อีกต่อไป จำเลยที่ 2 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณานั้น เห็นว่า แม้บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ตกเป็นบุคคลล้มละลายก็เป็นเพียงทำให้การจัดการทรัพย์สินตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวนับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 และ 62 ผลแห่งการล้มละลายหาได้ทำให้สัญญาที่บริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ทำกับจำเลยที่ 2 เป็นอันสิ้นผลหรือระงับไปดังอ้างไม่ ดังเห็นได้จากบทบัญญัติที่ให้อำนาจเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ในการไม่ยอมรับสิทธิตามสัญญาที่ลูกหนี้มีอยู่แก่ผู้อื่นตามมาตรา 122 วรรคหนึ่ง หากสิทธิตามสัญญานั้นมีภาระเกินควรกว่าประโยชน์ที่จะพึงได้ ข้อสัญญาและบันทึกข้อตกลงที่จำเลยที่ 2 ได้สิทธิในการบริหารและจัดการเว็บไซต์ www.manager.co.th จึงหาสิ้นผลหรือระงับไปเพราะเหตุบริษัทแมเนเจอร์ มีเดีย กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ต้องคำพิพากษาให้ล้มละลายไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า ใบเสร็จรับเงินชำระค่าบริการโดเมนเนมที่ผู้ให้บริการออกให้แก่จำเลยที่ 2 เป็นใบเสร็จรับเงินที่ออกล่าสุดเมื่อปี 2547 ก่อนเกิดเหตุนานหลายปี และหลังจากปี 2547 จำเลยที่ 2 ไม่ได้ชำระค่าบริการอีก คงมีแต่บริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด จำเลยที่ 2 จึงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกนั้น เห็นว่า แม้ตามใบเสร็จรับเงินของบริษัทที.เอช.นิค จำกัด ผู้ให้บริการจดทะเบียนโดเมนเนมจะปรากฏความดังจำเลยที่ 2 ฎีกา และบริษัทเอธนิค เอิร์ธ ด็อทคอม โฮลดิ้ง จำกัด เป็นผู้ชำระค่าบริการแก่บริษัทที.เอช.นิค จำกัด เป็นค่าธรรมเนียมให้บริการโดเมนเนมในชื่อ www.manager.co.th ระหว่างวันที่ 17 มกราคม 2549 ถึงวันที่ 16 มกราคม 2554 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 ธันวาคม 2548 และระหว่างวันที่ 17 เมษายน 2554 ถึงวันที่ 16 เมษายน 2556 ตามใบเสร็จลงวันที่ 30 มีนาคม 2554 ก็ตาม และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า การตรวจเครื่องแม่ข่ายควบคุมเว็บไซต์ www.thaiday.com และ www.manager.co.th เป็นเหตุการณ์เมื่อปี 2556 หลังเกิดเหตุเป็นเวลานานนั้น ยิ่งเป็นเหตุผลแสดงให้เห็นชัดเจนถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ว่ายังคงมีสืบเนื่องตั้งแต่จำเลยที่ 2 ได้รับสิทธิต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงเมื่อปี 2556 กรณีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันระหว่างจำเลยที่ 2 กับเว็บไซต์ www.manager.co.th ยังปรากฏตามข้อมูลรับสมัครงานที่ปรากฏในเว็บไซต์ www.manager.co.th ได้ความเช่นนี้ การที่จำเลยที่ 2 ไม่ได้เป็นผู้ชำระค่าบริการโดเมนเนม เว็บไซต์ www.manager.co.th ด้วยตนเองจึงไม่อาจรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ www.manager.co.th อีกดังที่ฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า ในขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นผู้บริหารจัดการและมีสิทธิเด็ดขาดในการดำเนินงานทุกด้านของเว็บไซต์ www.manager.co.th โดยมีอำนาจตัดสินใจนำเสนอข้อมูลใดไปเผยแพร่หรือไม่ให้เผยแพร่ข้อมูลใดในเว็บไซต์ www.manager.co.th เมื่อเว็บไซต์ดังกล่าวเผยแพร่ข้อมูลถ้อยคำปราศรัยของจำเลยที่ 1 ที่กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในที่ชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จึงมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังที่ศาลอุทธรณ์พิพากษา ฎีกาของจำเลยที่ 2 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 2 ไม่ใช่ผู้ให้บริการตามมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวนั้น ปรากฏความว่า เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2560 มีประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2560 ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134 ตอนที่ 10 ก หน้า 24 ซึ่งความในมาตรา 2 ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มีผลใช้บังคับนับแต่วันที่ 24 พฤษภาคม 2560 อันเป็นเวลาระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา โดยความในมาตรา 8 ให้ยกเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และให้ใช้ความที่บัญญัติใหม่แทน โดยมาตรา 14 ที่บัญญัติใหม่ได้ยกเลิกความในมาตรา 14 (1) จากเดิมที่บัญญัติว่า " (1) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน " โดยบัญญัติความใน (1) ใหม่เป็นว่า " (1) โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน อันมิใช่การกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา " กรณีเป็นเรื่องกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังกำหนดองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จว่าต้องไม่เป็นการกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาด้วยจึงจะเข้าเกณฑ์เป็นความผิด เมื่อคดีได้ความว่าการกระทำของจำเลยที่ 2 เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ดังวินิจฉัย การกระทำของจำเลยที่ 2 ย่อมไม่เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ที่บัญญัติในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง และจำเลยที่ 2 ย่อมไม่มีความผิดตามมาตรา 14 (5) ซึ่งเป็นบทความผิดฐานเผยแพร่หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 14 (1) ด้วย กรณีเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จำเลยที่ 2 จะมิได้ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายนี้ ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และ 225 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว ปัญหาตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่จำต้องวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 สถานเดียว ลงโทษปรับ 60,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

*********************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1188/2561 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยนำภาพและวิดีโอลามกส่งเข้าระบบคอมพิวเตอร์ ส่งให้บุตรสาวโจทก์ดูเพื่อประจานโจทก์ ซึ่งมีเพียงจำเลยและบุตรสาวโจทก์เท่านั้นที่มีรหัสในการเข้าดูประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าดูได้หากไม่ทราบรหัส จึงไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4)

จำเลยส่งข้อความทางผ่านทางระบบอินเตอร์เน็ตถึงโจทก์หลายครั้ง ขู่เข็ญโจทก์ให้จ่ายเงินจำเลย มิเช่นนั้นจะเปิดเผยความลับรูปภาพและวิดีโอที่โจทก์ไปมีความสัมพันธ์ทางเพศกับชายอื่น ในขณะที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากจำเลย การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินโดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์

 

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80, 90, 91 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ยึดและทำลายเครื่องคอมพิวเตอร์ไฟล์วิดีโอของจำเลย กับแหล่งข้อมูลที่จำเลยทำสำเนาไว้อันมีข้อความหมิ่นประมาท

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 338 ประกอบมาตรา 80 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 ให้ประทับฟ้องเฉพาะข้อหาดังกล่าว ส่วนข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309, 326, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เห็นสมควรลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 309 วรรคแรก, 338 ประกอบมาตรา 80 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติโดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดโต้แย้งในชั้นนี้ว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันที่ประเทศเดนมาร์ก มีบุตรชายด้วยกัน 1 คน โจทก์มีลูกติด 1 คน คือ นางสาว ซ. ภายหลังสมรสแล้วโจทก์และจำเลยร่วมกันประกอบธุรกิจเป็นที่ปรึกษาด้านการจำหน่ายเครื่องเฟอร์นิเจอร์ และนำเงินรายได้จากการประกอบธุรกิจเปิดบัญชีเงินฝากไว้กับธนาคารในเขตบริหารพิเศษฮ่องกง ประมาณเดือนกรกฎาคม 2558 โจทก์และจำเลยแยกกันอยู่ โจทก์มีคนรักใหม่ เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมสไกป์ถึงโจทก์ ต่อมาวันที่ 23 กันยายน 2558 และวันที่ 24 กันยายน 2558 จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ผ่านทางอินเตอร์เน็ต โปรแกรมแอปพลิเคชั่นไลน์ เพื่อให้โจทก์มอบเงินให้จำเลย แต่โจทก์ไม่ได้ส่งมอบเงินให้จำเลย ครั้นวันที่ 26 กันยายน 2558 จำเลยส่งภาพถ่ายโจทก์เปลือยกายอยู่กับผู้ชายบนเตียงนอน และวิดีโอบันทึกภาพดังกล่าวทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ถึงนางสาว ซ. บุตรสาวโจทก์

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกมีว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า คำฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 338 โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยพยายามขู่เข็ญโจทก์โดยการสนทนาผ่านระบบอินเตอร์เน็ตโปรแกรมสไกป์ เป็นภาษาเดนมาร์ก ใจความว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่โอนเงินให้แก่จำเลย จำเลยจะเปิดเผยความลับ โดยการเผยแพร่รูปโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทย ภายหลังจำเลยไม่ได้เงินตามที่ขู่เข็ญ จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นลงในระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นการบรรยายฟ้องแล้วว่า ภาพโจทก์กับนาย ฟ. และวิดีโอที่โจทก์มีเพศสัมพันธ์กับคนไทยที่จำเลยขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยนั้น เป็นความลับที่จำเลยจะเปิดเผยแล้วทำให้โจทก์เสียหาย ฟ้องของโจทก์ข้อหาพยายามรีดเอาทรัพย์จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ทั้งคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 245/2524 และ 2898/2545 ที่จำเลยอ้างมาก็ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงคดีนี้ ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า คำฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) หรือไม่ เห็นว่า แม้โจทก์จะบรรยายฟ้องข้อหานี้ในตอนต้นว่า จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลประเภทภาพเคลื่อนไหว (วิดีโอ) ที่มีลักษณะอันลามกซึ่งปรากฏโจทก์ร่วมหลับนอนกับชายอื่นอยู่ในวิดีโอดังกล่าว โดยที่จำเลยเป็นผู้กำกับและดำเนินการถ่ายทำวิดีโอนั้นลงในระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์ เวิลด์ไวล์เว็บดอทจีเมลดอทคอม ซึ่งทำให้ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประชาชนทั่วไปอาจเข้าถึงได้ เนื่องจากเว็บไซด์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นสังคมออนไลน์ที่โยงกับเว็บไซต์อื่น เช่น พลัสดิทกูเกิ้ลดอทคอม เป็นต้น ก็ตาม แต่ตอนท้ายโจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยได้ใช้ที่อยู่อิเลคทรอนิกส์ ชื่อ Stxxx@gmail.com ซึ่งเป็นที่อยู่อิเล็กทรอนิกส์ของจำเลย และมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่รู้รหัสผ่านเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์ดังกล่าวส่งไปยังบุตรสาวของโจทก์เพื่อประจานการกระทำของโจทก์ที่ร่วมหลับนอนกับชายอื่น ซึ่งจากคำบรรยายฟ้องดังกล่าวย่อมแสดงให้เห็นอยู่ในตัวว่าการที่จำเลยนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกดังกล่าวนั้น ประชาชนทั่วไปไม่อาจเข้าถึงได้หากไม่รู้รหัสผ่านของจำเลยเพื่อเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์นั้น ทั้งการส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะอันลามกนี้ ก็เป็นการส่งในลักษณะเฉพาะเจาะจงไปยังบุตรสาวของโจทก์เท่านั้น มิได้เป็นการเผยแพร่แก่ประชาชนทั่วไป ดังนี้ การกระทำของจำเลยตามคำฟ้องของโจทก์ จึงไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) ได้ ฟ้องของโจทก์สำหรับข้อหานี้จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์และความผิดต่อเสรีภาพหรือไม่ เห็นว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้วินิจฉัยว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์หลายครั้งต่อเนื่องกัน ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2558 ครั้งต่อมาเมื่อวันที่ 23 และ 24 กันยายน 2558 ซึ่งจำเลยเบิกความรับว่า จำเลยเป็นผู้ส่งข้อความดังกล่าวถึงโจทก์ เมื่อข้อความดังกล่าวสรุปได้ว่า จำเลยต้องการเงิน 100,000 ดอลล่าร์ฮ่องกง หากโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ จำเลยจะเปิดเผยภาพเปลือยและวิดีโอบันทึกภาพโจทก์ที่มีเพศสัมพันธ์กับชายอื่นให้นางสาว ซ. ทราบ ซึ่งภาพถ่ายและวิดีโอดังกล่าวนั้นเป็นความลับ การกระทำของจำเลยดังกล่าวเป็นการข่มขืนใจผู้อื่น ให้ยอมให้ หรือยอมจะให้ตนหรือผู้อื่นได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญจะเปิดเผยความลับ ซึ่งการเปิดเผยนั้นจะทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหายครบองค์ประกอบความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ เมื่อโจทก์ไม่ยินยอมมอบเงินดังกล่าวให้ตามที่จำเลยขู่เข็ญ การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำความผิดฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ที่จำเลยอ้างว่า จำเลยส่งข้อความถึงโจทก์ เพราะจำเลยต้องการเงินในบัญชีธนาคารประเทศฮ่องกง ซึ่งเป็นเงินที่โจทก์และจำเลยประกอบธุรกิจร่วมกันซึ่งจำเลยมีสิทธิจะได้กึ่งหนึ่งนั้น เห็นว่า หากจำเลยมีสิทธิในเงินดังกล่าว จำเลยก็ชอบที่จะใช้สิทธิตามกฎหมาย โดยการฟ้องขอแบ่งทรัพย์สิน จำเลยหามีสิทธิตามกฎหมายที่จะดำเนินการด้วยตนเองไม่ ทั้งวิธีการที่จำเลยกระทำก็เป็นการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย นอกจากนี้ข้อความที่จำเลยส่งถึงโจทก์ก็ไม่ปรากฏว่า มีข้อความใดที่อ้างถึงการประกอบธุรกิจร่วมกันของจำเลยและโจทก์ รวมทั้งเงินที่จำเลยให้โจทก์ส่งให้ก็ไม่ปรากฏว่าเป็นเงินที่ได้มาจากการประกอบธุรกิจร่วมกันแต่อย่างใดด้วย ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่ชัดแจ้งชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาของจำเลยไม่อาจฟังหักล้างเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น สำหรับฎีกาของจำเลยนอกจากนี้ไม่เป็นสาระสำคัญอันจะทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป ไม่จำต้องวินิจฉัย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยไม่มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (4) การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานพยายามรีดเอาทรัพย์ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามแล้ว คงจำคุก 8 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

*********************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7616/2560 แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเอง โจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้น มีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์

เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดทั้งสองเป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนของความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลดังกล่าวออกจากสารบบความจึงไม่เป็นไปตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35

พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุก..." แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาดังกล่าวได้

 

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 27, 31, 69 และ 70 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางเห็นว่า คดีพอวินิจฉัยได้จึงให้งดไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 เมื่อปรากฏว่าได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 จึงไม่อยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดฐานดังกล่าว โดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไป

โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) ขาดองค์ประกอบของความผิดหรือไม่ คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องสรุปได้ว่า โจทก์มีสัญชาติไทยอายุ 25 ปี เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่าย โดยเป็นผู้สร้างสรรค์และได้นำภาพถ่ายดังกล่าวลงโฆษณาขายสินค้าทางคอมพิวเตอร์ในเว็บไซต์ "www.425degree.com" แม้ฟ้องของโจทก์จะไม่บรรยายระบุว่าได้ทำการโฆษณางานครั้งแรกเมื่อใด แต่โจทก์อาจได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายในกรณีที่ยังไม่ได้มีการโฆษณางานได้เมื่อโจทก์มีสัญชาติไทยและเป็นผู้สร้างสรรค์งานภาพถ่ายนั้นเองโจทก์ก็ย่อมได้มาซึ่งลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวทันทีที่สร้างสรรค์งานเสร็จแม้จะยังมิได้โฆษณางานนั้น ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 8 (1) ซึ่งลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายนั้นมีอายุ 50 ปี นับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้นตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 เมื่อขณะฟ้องโจทก์มีอายุเพียง 25 ปี แม้จะฟังว่าโจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นตั้งแต่โจทก์เกิด งานภาพถ่ายของโจทก์ก็ยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครอง 50 ปี นับแต่โจทก์ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น จึงถือได้ว่าฟ้องของโจทก์ได้แสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายที่โจทก์สร้างสรรค์ขึ้นและยังอยู่ในอายุแห่งการคุ้มครองลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 21 ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางชอบที่จะไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดฐานดังกล่าว ฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) จึงไม่ขาดองค์ประกอบของความผิดในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ในงานภาพถ่ายของโจทก์ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางงดไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์แล้ววินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนความผิดดังกล่าวขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ฟังขึ้น

ส่วนที่โจทก์ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 นั้น ตามฟ้องของโจทก์มิได้บรรยายให้ปรากฏว่าจำเลยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยกระทำต่องานใดที่ได้ทำโดยละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์ ทั้งไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 31 (1) (2) (3) หรือ (4) แก่งานนั้นเพื่อหากำไร ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ได้

อนึ่ง สำหรับที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางวินิจฉัยว่า เมื่อปรากฏว่าศาลได้พิพากษายกฟ้องในความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้ว ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวโดยให้โจทก์ไปยื่นฟ้องเป็นคดีใหม่ยังศาลที่มีอำนาจพิจารณาต่อไปนั้น เห็นว่า พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 บัญญัติว่า "ในการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท และบทใดบทหนึ่งอยู่ในอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศรับพิจารณาพิพากษาข้อหาความผิดบทอื่นไว้ด้วย" เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องรวมกันมาในข้อเดียวว่า จำเลยกระทำโดยเจตนาละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์โดยการทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยการคัดลอกงานภาพถ่ายของโจทก์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ จึงเป็นการบรรยายฟ้องที่แสดงให้เห็นว่าเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ของโจทก์กับเจตนาของจำเลยในการกระทำความผิดฐานทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์เป็นเจตนาเดียวกันอันถือเป็นการฟ้องคดีอาญาสำหรับการกระทำอันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางต้องรับพิจารณาพิพากษาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 แม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง วินิจฉัยว่าฟ้องของโจทก์สำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) เป็นฟ้องที่ขาดองค์ประกอบของความผิดและพิพากษายกฟ้องความผิดส่วนดังกล่าวไป แต่ก็ยังต้องวินิจฉัยต่อไปด้วยว่า ฟ้องของโจทก์ในส่วนของความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 มีมูลให้ศาลประทับฟ้องไว้พิจารณาต่อไปหรือไม่ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้วินิจฉัยในเรื่องดังกล่าวแต่กลับมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดดังกล่าวออกจากสารบบความ จึงไม่เป็นไปตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 35 การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 เป็นการที่ศาลดังกล่าวมิได้ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายวิธีพิจารณาความว่าด้วยคำพิพากษาและคำสั่ง ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศมีอำนาจยกคำสั่งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่ให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ดังกล่าวได้ ตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2558 มาตรา 12 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 (เดิม) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 243 (1) อย่างไรก็ตาม โจทก์บรรยายฟ้องถึงการกระทำของจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ว่า จำเลยได้ทำซ้ำหรือดัดแปลงด้วยวิธีการคัดลอกงานภาพถ่ายและข้อความหรือในส่วนอันเป็นสาระสำคัญทางหน้าเว็บไซต์ของโจทก์ที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ไปลงหน้าเว็บไซต์หรือเฟสบุ๊กของจำเลยที่อยู่ในระบบคอมพิวเตอร์เพื่อขายสินค้าประเภทเดียวกันกับสินค้าที่โจทก์ลงโฆษณาขายในเว็บไซต์ อีกทั้งจำเลยยังเจตนาทำให้โจทก์เสียหายด้วยการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์บางส่วนของโจทก์โดยมิชอบ เห็นว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 บัญญัติว่า "ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" แต่ที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าวเป็นการบรรยายฟ้องเพียงทำนองว่า จำเลยได้คัดลอกข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์จากเว็บไซต์ของโจทก์ไปไว้ในเว็บไซต์ของจำเลยเท่านั้น โดยไม่ปรากฏว่าการกระทำดังกล่าวของจำเลยเป็นการทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมข้อมูลคอมพิวเตอร์ของโจทก์อย่างไร แม้จะฟังข้อเท็จจริงได้ตามที่โจทก์บรรยายฟ้องมาดังกล่าว ก็ไม่อาจเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้ ฟ้องโจทก์สำหรับความผิดดังกล่าวจึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบด้วยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 26 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) เป็นฟ้องที่ไม่อาจลงโทษจำเลยในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ได้

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางที่สั่งให้จำหน่ายคดีสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 ให้ยกฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 9 และความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 70 ประกอบมาตรา 31 ให้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางทำการไต่สวนมูลฟ้องสำหรับความผิดตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 มาตรา 69 วรรคสอง ประกอบมาตรา 27 (1) แล้วมีคำสั่งตามรูปคดีต่อไป

*******************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4292/2560 พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า "ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี" และ ป.วิ.อ. มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้..." เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 151 วรรคหนึ่ง

 

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 15 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 กับเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ เอเอสทีวีผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน ข่าวสด แนวหน้า บางกอกโพสต์ และเนชั่น ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน และในเว็บไซต์ www.Thaipost.net, www.manager.co.th www.khaosod.co.th www.matichon.co.th www.thairath.co.th และ www.dailynews.co.th ติดต่อกันเป็นเวลา 7 วัน ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีไม่มีมูล พิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

โจทก์ยื่นคำร้องว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า คดีโจทก์ไม่มีมูลให้ยกฟ้อง จึงขอคืนค่าธรรมเนียมศาลในส่วนแพ่งที่วางไว้

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ด้วยเหตุการกระทำของจำเลยทั้งสี่ไม่เป็นความผิดทางอาญา โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายในส่วนแพ่งจากจำเลยทั้งสี่ได้ อันเป็นการวินิจฉัยประเด็นคดีในส่วนแพ่งด้วยแล้ว กรณีไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 ที่จะคืนค่าขึ้นศาลให้โจทก์ จึงให้ยกคำร้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลต้องคืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์หรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า คำฟ้องของโจทก์เป็นคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติให้การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา การพิจารณาคดีแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อศาลยกฟ้องคดีส่วนอาญาในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง ศาลย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งไว้พิจารณา ศาลต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าธรรมเนียมแก่โจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 เห็นว่า พระธรรมนูญศาลยุติธรรม มาตรา 19 วรรคสอง บัญญัติว่า "ศาลอาญา... มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาทั้งปวงที่มิได้อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรมอื่น รวมทั้งคดีอื่นใดที่มีกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีอาญา แล้วแต่กรณี" และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 บัญญัติว่า "การฟ้องคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาจะฟ้องต่อศาลซึ่งพิจารณาคดีอาญาหรือต่อศาลที่มีอำนาจชำระคดีแพ่งก็ได้..." เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันหมิ่นประมาทโจทก์ด้วยการโฆษณา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 86, 90, 91, 326, 328 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3, 14, 15 พระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 กับเรียกค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยทั้งสี่ลงโฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์ด้วยค่าใช้จ่ายของจำเลยทั้งสี่ ซึ่งเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ต่อศาลอาญาซึ่งเป็นศาลชั้นต้นในคดีนี้ ศาลชั้นต้นย่อมมีอำนาจรับไว้ไต่สวนมูลฟ้องในคดีส่วนอาญา แต่เมื่อศาลชั้นต้นซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาเฉพาะคดีอาญาไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องคดีส่วนอาญาอันมีผลเป็นการไม่รับคดีส่วนอาญาไว้พิจารณาแล้ว ศาลชั้นต้นย่อมไม่มีอำนาจรับคดีส่วนแพ่งโดยลำพังไว้พิจารณา จึงต้องมีคำสั่งไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่งและคืนค่าขึ้นศาลทั้งหมดให้แก่โจทก์ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 151 วรรคหนึ่ง เมื่อศาลชั้นต้นมิได้มีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโดยไม่แก้ไขในส่วนนี้ กระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ศาลล่างทั้งสองปฏิบัติจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลล่างทั้งสองไม่คืนค่าขึ้นศาลแก่โจทก์โดยวินิจฉัยทำนองเดียวกันว่า การที่ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีไม่มีมูลและพิพากษายกฟ้องเป็นการวินิจฉัยประเด็นคดีในส่วนแพ่งด้วยแล้วนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา แต่เมื่อคดีขึ้นมาสู่ศาลฎีกาแล้วเห็นสมควรมีคำสั่งในคดีส่วนแพ่งไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งใหม่

พิพากษากลับเป็นว่า ให้คืนค่าขึ้นศาลจำนวน 200,100 บาท ให้แก่โจทก์ และไม่รับฟ้องคดีส่วนแพ่ง

 

**************************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 319/2560จำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ตามบทนิยามของ พ.ร.บ.จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 มาตรา 4 มิได้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวตามที่โจทก์นำมาฟ้องอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้

จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เป็นผู้นำเสนอข่าวสารทางระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเอง คือเว็บไซต์มติชนออนไลน์ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 และการที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์เสนอข่าวใด ๆ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของและเป็นผู้ให้บริการ ยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้มอบให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลบริหารจัดการเว็บไซต์โดยจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับข่าวดังกล่าวเลยหาได้ไม่ เพราะบทกฎหมายข้างต้นมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์จะควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ

โจทก์มิได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมตามข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่าข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวโจทก์เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เมื่อข่าวดังกล่าวระบุว่าการชุมนุมมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็นแกนนำการชุมนุมได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงได้ จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จดังกล่าวเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชน จึงมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1)

หนังสือพิมพ์รายวันมติชนของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

 

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, 83 ให้จำเลยทั้งสองโฆษณาคำพิพากษาของศาลในระบบคอมพิวเตอร์ เว็บไซต์มติชนออนไลน์และหนังสือพิมพ์มติชน (รายวัน) ในหน้าแรกสุดเป็นเวลา 7 วัน

ก่อนไต่สวนมูลฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องถอนฟ้องจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาต และจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 2 เสียจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเป็นผู้ให้บริการ จงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชนกับฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามฟ้อง ข้อ 2.1 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ปรับ 30,000 บาท ฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณาตามฟ้อง ข้อ 2.2 ปรับ 30,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ลดโทษให้กระทงละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับ 40,000 บาท กับให้จำเลยที่ 1 โฆษณาคำพิพากษาโดยย่อให้ได้ใจความในระบบคอมพิวเตอร์เว็บไซต์มติชนออนไลน์และในหนังสือพิมพ์มติชนรายวันในหน้าแรกสุดเป็นเวลา 7 วัน ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29

จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า โจทก์เคยรับราชการเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ ได้รับพระราชทานยศพันตำรวจเอก ดำรงตำแหน่งผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรหลายแห่งจนเกษียณอายุราชการ ต่อมาโจทก์ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านตูล อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และประกอบอาชีพทนายความ จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด (มหาชน) มีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการเกี่ยวกับสิ่งพิมพ์ ออกหนังสือพิมพ์รายวัน และประกอบกิจการสื่ออิเล็กทรอนิกส์ จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันมติชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม 2556 มีการเสนอข่าวในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ว่า มีกลุ่มชาวสวนยางจากหลายอำเภอในจังหวัดนครศรีธรรมราช และจากจังหวัดพัทลุงกว่า 1,000 คน สมทบกับกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มในพื้นที่ได้เดินทางมารวมตัวที่บริเวณสี่แยกตำบลควนหนองหงส์ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อประท้วงให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยมีพันตำรวจเอกพิทักษ์ ร่วมเป็นแกนนำ รายละเอียดตามข่าวในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ หลังจากนั้นมีการเสนอข่าวการประท้วงโดยมีรายละเอียดทำนองเดียวกันว่า โจทก์เป็นแกนนำการประท้วงในหนังสือพิมพ์รายวันมติชน ฉบับวันที่ 4 สิงหาคม 2556 ตามข่าวหนังสือพิมพ์มติชน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์รายวันมติชนและสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เมื่อมีการเสนอข่าวเกษตรกรชุมนุมประท้วงในหนังสือพิมพ์มติชน และในเว็บไซต์มติชนออนไลน์มีข้อความทำให้โจทก์เสียหาย จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามฟ้อง เห็นว่า สำหรับข่าวที่ลงในหนังสือพิมพ์รายวันมติชน นั้น ตามพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ.2550 ซึ่งเป็นบทกฎหมายเกี่ยวกับการประกอบกิจการหนังสือพิมพ์ ได้กำหนดบทนิยามไว้ในมาตรา 4 ว่า ผู้พิมพ์ หมายความว่า บุคคลซึ่งจัดการและรับผิดชอบในการพิมพ์ ผู้โฆษณา หมายความว่า บุคคลซึ่งรับผิดชอบในการจัดให้สิ่งพิมพ์แพร่หลายด้วยประการใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการขายหรือให้เปล่า บรรณาธิการ หมายความว่า บุคคลผู้รับผิดชอบในการจัดทำและควบคุมเนื้อหา ข้อความหรือภาพที่ลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ รวมทั้งวัสดุหรือเอกสารที่แทรกในหนังสือพิมพ์โดยความเห็นชอบของบรรณาธิการด้วย เจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ หมายความว่า บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของกิจการหนังสือพิมพ์ ตามบทนิยามดังกล่าวเป็นการกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลข้างต้นเหล่านี้ในกิจการหนังสือพิมพ์ไว้โดยชัดเจน โดยจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของกิจการหนังสือ พิมพ์มิได้มีหน้าที่ตามกฎหมายที่ต้องรับผิดชอบในการผลิตข่าวแต่อย่างใด เมื่อโจทก์มิได้นำสืบพยานให้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เกี่ยวข้องกับข่าวอย่างไร จึงไม่อาจลงโทษจำเลยที่ 1 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ในส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับข่าวที่ลงในเว็บไซต์มติชนออนไลน์ ซึ่งโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ในฐานะผู้ให้บริการตามกฎหมาย เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3 ให้บทนิยามผู้ให้บริการว่า หมายความว่า (1) ผู้ให้บริการแก่บุคคลอื่นในการเข้าสู่อินเทอร์เน็ต หรือให้สามารถติดต่อถึงกันโดยประการอื่นโดยผ่านทางระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการในนามของตนเองหรือในนามหรือเพื่อประโยชน์ของบุคคลอื่น (2) ฯลฯ ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของสื่ออิเล็กทรอนิกส์เว็บไซต์มติชนออนไลน์ เป็นผู้นำเสนอข่าวสารทางระบบคอมพิวเตอร์ในนามของตนเองคือ เว็บไซต์มติชนออนไลน์ จำเลยที่ 1 ย่อมเป็นผู้ให้บริการตามบทนิยามของบทกฎหมายดังกล่าว และการที่เว็บไซต์มติชนออนไลน์เสนอข่าวใดๆ ย่อมถือว่าจำเลยที่ 1 ในฐานะเจ้าของและเป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำเสนอข่าวดังกล่าวแล้ว จำเลยที่ 1 จะอ้างว่าได้มอบให้บุคคลอื่นควบคุมดูแลบริหารจัดการเว็บไซต์ โดยจำเลยที่ 1 มิได้เกี่ยวข้องกับข่าวดังกล่าวเลยหาได้ไม่ เพราะบทกฎหมายข้างต้นมีเจตนารมณ์มุ่งประสงค์จะควบคุมการทำหน้าที่ของผู้ให้บริการโดยเฉพาะ นอกจากนี้ที่เว็บไซต์ของจำเลยที่ 1 เสนอข่าวระบุว่าโจทก์เป็นแกนนำในการที่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและชาวสวนปาล์มชุมนุมปิดถนนให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาราคายางพารา โดยกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน จนรถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรไปมาได้ เป็นเหตุให้เส้นทางทั้งขาขึ้นและขาล่องมีรถติดยาวไม่ต่ำกว่า 2 กิโลเมตรนั้น โจทก์และนายก้องเกียรติ พยานโจทก์ซึ่งเข้าร่วมการชุมนุมดังกล่าวด้วยเบิกความยืนยันว่า โจทก์มิได้เข้าร่วมการชุมนุมแต่อย่างใด และนายฐากูร กรรมการผู้จัดการของจำเลยที่ 1 เบิกความเป็นพยานจำเลยที่ 1 รับว่า การลงข่าวโจทก์เป็นแกนนำการชุมนุมเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดไป ข้อเท็จจริงจึงฟังได้ว่า โจทก์มิได้เป็นแกนนำหรือเข้าร่วมการชุมนุมตามข่าวที่ปรากฏ ถือได้ว่าข่าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวโจทก์เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ เมื่อข่าวดังกล่าวระบุว่าการชุมนุมมีการนำรถบรรทุกสิบล้อมาปิดถนน อันเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย เป็นเหตุให้รถทุกประเภทไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาได้ ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชน ย่อมทำให้โจทก์ซึ่งตามข่าวระบุว่าเป็นแกนนำการชุมนุมได้รับความเสียหายแก่ชื่อเสียงได้ ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่า ข่าวระบุแต่เพียงว่าโจทก์เป็นแกนนำ ซึ่งมีความหมายว่า โจทก์เป็นแกนนำกลุ่มเกษตรกร ไม่ใช่แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมที่ประท้วงปิดถนนแต่อย่างใดนั้น เห็นว่า ตามข่าวมิได้มีการแยกการกระทำของแกนนำดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้าง จึงย่อมฟังได้ว่าโจทก์เป็นแกนนำทั้งการชุมนุมประท้วงและการปิดถนนด้วย ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ส่วนนี้ฟังไม่ขึ้น พยานโจทก์ที่นำสืบมาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 เป็นผู้ให้บริการยินยอมให้มีการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่โจทก์หรือประชาชนอันเป็นความผิดตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามาในส่วนนี้นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ส่วนนี้ฟังขึ้น

ส่วนที่จำเลยที่ 1 โต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 มิได้วินิจฉัยปัญหาดังกล่าวให้นั้น ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้โดยไม่ต้องย้อนสำนวนในปัญหาดังกล่าว จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า มูลคดีมิได้เกิดในเขตอำนาจศาลชั้นต้น เพราะผู้ใดจะนำหนังสือพิมพ์มติชนตามฟ้องไปให้โจทก์อ่านที่ใด หรือโจทก์จะอ่านข่าวเว็บไซต์มติชนออนไลน์ตามฟ้องที่ใด จำเลยที่ 1 ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ต่อศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบและเป็นการกลั่นแกล้งจำเลยที่ 1 ให้ต้องเดือดร้อน เห็นว่า หนังสือพิมพ์รายวันมติชนของจำเลยที่ 1 เผยแพร่และวางจำหน่ายทั่วราชอาณาจักร ส่วนเว็บไซต์มติชนออนไลน์ก็เผยแพร่โดยระบบสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์ ผู้สนใจสามารถติดตามข่าวได้ทั่วราชอาณาจักรเช่นเดียวกัน ถือได้ว่าการกระทำตามฟ้องเกิดขึ้นทั่วราชอาณาจักร โจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ต่อศาลชั้นต้นได้ ไม่ถือว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตแต่อย่างใด อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 15 ประกอบมาตรา 14 (1) วางโทษปรับ 30,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงปรับ 20,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8

 

**************************************

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8832/2559 การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปด่าโจทก์ในบริเวณบ้านของโจทก์ ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข จึงไม่เป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 362 แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย เป็นการเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร จึงเป็นความผิดตาม ป.อ. มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

 

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83,326, 328, 362, 365, 393 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า สำหรับคดีของจำเลยที่ 1 และที่ 3 คดีมีมูลเฉพาะข้อหาบุกรุกและดูหมิ่นซึ่งหน้า ให้ประทับฟ้อง ส่วนคดีของจำเลยที่ 2 และข้อหาอื่นให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 ปรับคนละ 1,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้หนึ่งในสี่ คงปรับจำเลยที่ 3 เป็นเงิน 750 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 362 และมาตรา 393 ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานร่วมกันบุกรุก ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 3 เดือน และปรับคนละ 6,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 2 เดือน และปรับคนละ 4,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พิเคราะห์แล้วข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านเลขที่ 90/74 หมู่ที่ 4 ตำบลไทรน้อย อำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี ของโจทก์ แล้วจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคายอันเป็นความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นซึ่งหน้า ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 393 ในความผิดฐานนี้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์จึงถึงที่สุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 เป็นความผิดฐานบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านของโจทก์ โดยมีเจตนาเข้าไปด่าโจทก์ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน หรือเป็นการรบกวนการครอบครองอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์โดยปกติสุข การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา แต่การที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 เข้าไปในบริเวณบ้านอันเป็นเคหสถานของโจทก์เพื่อด่าโจทก์ด้วยถ้อยคำหยาบคาย ย่อมเป็นการแสดงว่าเข้าไปในเคหสถานของโจทก์โดยไม่มีเหตุอันสมควร การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 364 แม้โจทก์ไม่ได้อ้างมาตรา 364 แต่ได้บรรยายฟ้องเกี่ยวกับการกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีข้อความอันเป็นความผิดตามมาตรา 364 เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้เช่นนี้ศาลจึงมีอำนาจลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตามมาตรา 364 และบทฉกรรจ์ ตามมาตรา 365 (2) ได้ ทั้งไม่ใช่เป็นเรื่องที่โจทก์ไม่ประสงค์ให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคสี่ และมิใช่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ดังที่จำเลยที่ 1 และที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 362 นั้น ไม่ถูกต้อง ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขให้ถูกต้อง

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 365 (2) ประกอบมาตรา 364 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

 

********************************************

คำวินิจฉัยที่ 28/2560 ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร และประกาศ คสช.ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องกล่าวหาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ซึ่งเป็นฐานความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหารตามประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และการกระทำของจำเลยในการโพสต์ภาพประกอบข้อความเป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคง ของประเทศ อันเป็นฐานความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวโยงกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ ข้างต้น ดังนั้น ความผิดตามฟ้อง จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศ คสช. ทั้งสองฉบับ

 

**********************************

คำวินิจฉัยที่ 1/2559 คดีที่อัยการศาลทหารกรุงเทพเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยกรณีแถลงข่าวและลงข้อความที่มีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติในเฟสบุ๊ค อันเป็นกรณีกล่าวหาว่าจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ และเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นภายหลังจากมีประกาศดังกล่าวแล้ว แม้การกระทำผิดที่โจทก์กล่าวอ้างตามฟ้องจะเกิดขึ้นในวัน เวลา และสถานที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นข้อยกเว้นอำนาจศาลทหารตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) แต่เมื่อหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตามมาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่เป็นผลให้การประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำฟ้องของโจทก์ข้อนี้

จึงไม่เข้าข้อยกเว้นของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

 

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๑/๒๕๕๙

วันที่ ๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เรื่อง เขตอำนาจศาลตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗

ศาลทหารกรุงเทพ

ระหว่าง

ศาลอาญากรุงเทพใต้

การยื่นเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลทหารกรุงเทพโดยสำนักตุลาการทหารส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งอำนาจศาลที่รับฟ้องคดี และศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๗ อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ ยื่นฟ้องนายจาตุรนต์ ฉายแสง จำเลย ต่อศาลทหารกรุงเทพ เป็นคดีหมายเลขดำที่ ๓๑ ก./๒๕๕๗ ความว่า จำเลยเป็นบุคคลพลเรือนได้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ และความผิดตามประกาศและคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นความผิดที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ และข้อ ๒ และมีการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกันภายในราชอาณาจักร อันประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน กล่าวคือ จำเลยซึ่งได้ทราบคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งถือเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงานผู้มีอำนาจตามกฎหมายได้กระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน กล่าวคือ

ข้อ ๑.๑ เมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่มีรายชื่อให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลำดับที่ ๓ และคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว โดยไม่ไปรายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ จำเลยทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

ข้อ ๑.๒ เมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร จำเลยซึ่งเป็นบุคคลที่มีรายชื่อให้มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ และคำสั่งที่ ๒/๒๕๕๗ ซึ่งยังไม่มารายงานตัวต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามคำสั่งทั้งสองฉบับดังกล่าว ซึ่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติสั่งให้จำเลยมารายงานตัวหรือแจ้งเหตุขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ จำเลยฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศดังกล่าว โดยไม่ไปรายงานตัวและไม่แจ้งข้อขัดข้องจำเป็นเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ภายในวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ภายในเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา อันเป็นความผิดตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ฉบับที่ ๒๕/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ และจำเลยได้ทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานดังกล่าวซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุหรือข้อแก้ตัวอันสมควร

ข้อ ๑.๓ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน อันเป็นวันเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร และในระหว่างที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ใช้บังคับ ทั้งอยู่ในระหว่างวันเวลาที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติเข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๗/๒๕๕๗ เรื่องห้ามชุมนุมทางการเมือง ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ห้ามมิให้มั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมือง ณ ที่แห่งใดๆ ที่มีจำนวนตั้งแต่ ๕ คนขึ้นไปและกำหนดโทษทางอาญาแก่ผู้ฝ่าผืน จำเลยทราบประกาศคำสั่งและเหตุผลตามประกาศฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ ดังกล่าวแล้ว แต่ฝ่าฝืนคำสั่งและประกาศไม่เข้ารายงานตัวและแจ้งเหตุขัดข้อง และเมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน จำเลยยังจัดแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทย โดยจำเลยแถลงด้วยวาจาเป็นภาษาอังกฤษให้กับผู้สื่อข่าว ทั้งผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวในประเทศไทยและผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศจำนวนมากรับฟังปรากฏตามภาพและเสียงที่ถูกบันทึกไว้ในแผ่นซีดีบันทึกวีดีโอการแถลงข่าวพร้อมคำแปลท้ายฟ้อง และจำเลยยังพิมพ์และส่งข้อความเป็นหนังสือภาษาไทยลงในเว็บไซต์เฟสบุ๊ค หน้าเว็บเพจชื่อ "Chaturon.FanPage"ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Chaturon Chaisang ซึ่งคำแถลงของจำเลยดังกล่าวบางส่วนมีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยการนำข้อความดังกล่าวซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และเป็นการกระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใด เพื่อต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติอันเป็นการยุยงปลุกปั่นทำลายความน่าเชื่อถือของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อให้เกิดการปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร และเพื่อให้ประชาชนฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อันเป็นการล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดินซึ่งมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริตอันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร

ทั้งนี้ การกระทำผิดตามฟ้องเป็นคดีที่เกี่ยวโยงต่อเนื่องเกี่ยวพันกันอันเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก ขอให้ลงโทษจำเลยตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ ๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (เฉพาะ) ที่ ๒๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๓ พฤษภาคม๒๕๕๗ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒๙/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๔๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๖ มาตรา ๓๖๘ และมาตรา ๙๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ (๓)

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า คดีนี้ไม่อยู่ในเขตอำนาจศาลทหาร แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม เนื่องจากการกระทำของจำเลยตามที่โจทก์ฟ้องเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จะมีผลใช้บังคับ ประกาศทั้งสองฉบับเพิ่งลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ซึ่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ บัญญัติให้การประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีได้ต้องให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย ประกาศดังกล่าวจึงมีผลบังคับใช้นับจากวันประกาศคือ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป และประกาศ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ประกาศให้การใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ สิ้นสุดลงตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นประกาศที่ขัดต่อหลักกฎหมายมิให้ใช้กฎหมายอาญาย้อนหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒ นอกจากนี้การกระทำตามข้อ ๑.๓ ยังต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒)

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒ และความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ แห่งประมวลกฎหมายอาญา และความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันกับความผิดดังกล่าว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนี้ การกระทำความผิดตามประกาศสองฉบับดังกล่าว ซึ่งเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร กรณีตามฟ้องโจทก์ในข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ นั้นโจทก์บรรยายฟ้องในข้อ ๑.๑ ว่าจำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา และบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๒ ว่า จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา จึงเป็นความผิดที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ดังนั้น ความผิดในข้อหาฝ่าฝืนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และข้อหาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ เจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวโยงกัน ตามที่โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ นั้น เห็นว่า เมื่อวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้บัญชาการทหารบก อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๒ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป ซึ่งตามความในมาตรา ๒ ตอนท้าย แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ บัญญัติว่า "ถ้าได้ประกาศใช้เมื่อใด หรือ ณ ที่ใด บรรดาข้อความในพระราชบัญญัติ หรือบทกฎหมายใด ซึ่งขัดกับความของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับต้องระงับและใช้บทบัญญัติของกฎอัยการศึกที่ให้ใช้บังคับนั้นแทน" ดังนั้น การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ และต่อมาเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ขยายระยะเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จึงเป็นอันต้องระงับตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา และให้ใช้กฎอัยการศึกบังคับแทน ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ โดยออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ เรื่อง การควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และอาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา จนกระทั่งเมื่อวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ ได้มีการประกาศเลิกใช้กฎอัยการศึกทั้งสองฉบับดังกล่าว ดังนั้น พื้นที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุตามฟ้องข้อ ๑.๓ จึงเป็นเขตที่อยู่ในอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๐๓.๐๐ นาฬิกา ถึงวันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๕๘ กรณีตามฟ้องโจทก์ในข้อ ๑.๓ จึงไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นตามข้อ ๑ (๒) ตอนท้ายของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศ เรื่อง ให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร สิ้นสุดลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ โดยประกาศดังกล่าวให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศและออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น เห็นว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ มาตรา ๔๗ วรรคหนึ่ง ได้บัญญัติรับรองไว้ว่า "บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคำสั่งของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ได้ประกาศหรือสั่งในระหว่างวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่คณะรัฐมนตรีเข้ารับหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญนี้ ไม่ว่าประกาศหรือสั่งให้มีผลบังคับในทางรัฐธรรมนูญในทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ ให้ประกาศหรือคำสั่ง ตลอดจนการปฏิบัติตามประกาศหรือคำสั่งนั้น ไม่ว่าจะกระทำก่อนหรือหลังวันที่รัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับเป็นประกาศหรือคำสั่ง หรือการปฏิบัติที่ชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุดและให้ประกาศหรือคำสั่งดังกล่าวที่ยังมีผลใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้มีผลใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมาย กฎ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่ง แล้วแต่กรณี แก้ไขเพิ่มเติมหรือยกเลิก" ดังนี้ ประกาศของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติดังกล่าว จึงชอบด้วยกฎหมายและชอบด้วยรัฐธรรมนูญและเป็นที่สุด โดยประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทั้งสองฉบับนั้น คณะรักษาความสงบแห่งชาติออกโดยอาศัยอำนาจรัฐ จึงมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ได้ประกาศเป็นต้นไป ซึ่งตามพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ มาตรา ๗ วรรคหนึ่ง ก็ได้บัญญัติว่า "ในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึก...ผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึกมีอำนาจประกาศให้ศาลทหารพิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตที่ประกาศใช้กฎอัยการศึกและในระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกตามที่ระบุไว้ในบัญชีต่อท้ายพระราชบัญญัตินี้..." และมาตรา ๗ วรรคสอง บัญญัติว่า "ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรก ให้มีผลบังคับเฉพาะคดีที่การกระทำผิดเกิดขึ้นตั้งแต่วันเวลาที่ระบุไว้ในประกาศ วันเวลาที่ระบุนั้น จะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนั้น หรือภายหลังนั้นก็ได้ ประกาศเช่นว่านี้ให้โฆษณาในราชกิจจานุเบกษาด้วย" จึงเห็นได้ว่า ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตั้งวันเวลาใดนั้น ย่อมเป็นไปตามที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ แต่ให้โฆษณาประกาศนั้นลงในราชกิจจานุเบกษาเพียงเพื่อให้ทราบทั่วไปเท่านั้น ด้วยเหตุผลดังกล่าวมาทั้งหมดความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีความผิดต่อพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นความผิดที่เกี่ยวโยงกันกับความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จึงเห็นว่า ตามคำฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ส่วนข้อ ๑.๓ เป็นคดีที่อยู่ในเขตอำนาจของศาลทหาร

ศาลอาญากรุงเทพใต้พิจารณาแล้วเห็นว่า คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ใช้อำนาจรัฐออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ระบุให้ความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ตลอดจนคดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันกับความผิดดังกล่าว เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป ดังนั้น คดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารตามประกาศฉบับดังกล่าวต้องเป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป กรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ นั้น โจทก์กล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติและไม่ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าพนักงานที่สั่งการตามอำนาจที่กฎหมายให้ไว้ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๖๘ ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวโยงกัน โดยบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๑ ว่า จำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา และบรรยายฟ้องในข้อ ๑.๒ ว่าจำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลากลางวัน ภายหลังเวลา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ความผิดตามข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงเป็นการกระทำที่เกิดและสิ้นสุดก่อนประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับ กรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๑ และ ๑.๒ จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมส่วนกรณีตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ นั้น เห็นว่า แม้ผู้บัญชาการทหารบกจะประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เวลา ๓.๐๐ นาฬิกา เป็นต้นไป แต่ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ซึ่งออกมาภายหลัง ข้อ ๑ (๒) ของประกาศดังกล่าวได้ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ไว้ชัดเจนว่า เป็นคดีที่ไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เมื่อคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ ระหว่างวันที่ ๑๙ มีนาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน ๒๕๕๗ และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบให้ขยายเวลาบังคับใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ฐานความผิด วันเวลาและพื้นที่แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานครตามฟ้อง จึงอยู่ในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ต้องด้วยข้อยกเว้นตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กรณีตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ จึงไม่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ส่วนที่ต่อมาเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ปรากฏเหตุการณ์ อันกระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในพื้นที่ที่มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนดที่นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น เห็นว่า การกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ เดิมเกิดก่อนมีการประกาศฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมซึ่งมีความเป็นอิสระและเป็นกลาง จำเลยผู้ต้องหาว่ากระทำผิดมีสิทธิที่จะได้รับหลักประกันขั้นต่ำต่างๆ ในการพิจารณาคดี และเมื่อมีคำพิพากษา โจทก์และจำเลยยังมีสิทธิที่จะให้ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ซึ่งมีระดับเหนือขึ้นไปพิจารณาทบทวนความชอบด้วยกฎหมายอีกได้ อันเป็นกติกามาตรฐานที่ได้รับการรับรองและยอมรับกันเป็นสากล การออกประกาศเมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ ที่ให้อำนาจหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักรที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการในเขตพื้นที่ที่ได้มีการประกาศข้างต้น ระหว่างวันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลง ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไปนั้น ทำให้การกระทำความผิดตามฟ้องโจทก์ ข้อ ๑.๓ ซึ่งอยู่ในอำนาจศาลยุติธรรม เปลี่ยนไปอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ซึ่งเป็นศาลคนละระบบ มีกระบวนวิธีพิจารณาพิพากษาแตกต่างไปไม่เป็นคุณแก่จำเลย ทั้งขณะนั้นคณะรักษาความสงบแห่งชาติควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศไว้แล้ว ไม่มีเหตุผลและความจำเป็นของรัฐในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคมย้อนไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรณีจึงไม่มีผลเปลี่ยนแปลงให้กระทบกระเทือนสิทธิพื้นฐานของจำเลยที่มีอยู่ก่อนในอันที่จะได้รับการพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลยุติธรรมให้ถูกเคลื่อนย้ายไปสู่ระบบอื่น ด้วยเหตุผลดังกล่าว ความผิดตามฟ้องโจทก์ข้อ ๑.๓ จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า สำหรับความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ๑.๑ และข้อ ๑.๒ ซึ่งบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดเมื่อวันที่ ๒๓ และวันที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามลำดับนั้น ศาลทหารกรุงเทพและศาลอาญากรุงเทพใต้มีความเห็นตรงกันว่า เป็นการกระทำความผิดที่เกิดขึ้นก่อนที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ จะมีประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจของศาลอาญากรุงเทพใต้ซึ่งเป็นศาลยุติธรรม ความผิดทั้งสองฐานดังกล่าว จึงเป็นอันยุติไป คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยเฉพาะความผิดตามคำฟ้อง ข้อ ๑.๓ ซึ่งโจทก์ฟ้องบรรยายฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดภายหลังจากที่มีการประกาศใช้ ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และ ๓๘/๒๕๕๗ แล้ว ซึ่งข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและคำร้องโต้แย้งอำนาจศาลของจำเลย สรุปได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๗ คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบให้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร จังหวัดนนทบุรี อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และอำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ และขยายเวลาในการประกาศใช้บังคับออกไปจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ผู้บัญชาการทหารบก อาศัยอำนาจตามมาตรา ๒ และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติกฎอัยการศึก พระพุทธศักราช ๒๔๕๗ ประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เข้าควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ วันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบเรียบร้อยออกประกาศ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยกำหนดให้การกระความผิดตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักรและในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

๑. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

(๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒

(๒) ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ตั้งแต่มาตรา ๑๑๓ ถึงมาตรา ๑๑๘ ยกเว้นความผิดซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตพื้นที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ ...ฯ และในวันเดียวกันได้ออกประกาศ ฉบับที่ ๓๘ /๒๕๕๗ ว่าให้คดีที่เป็นความผิดตามประกาศ ฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ ซึ่งอาจมีข้อหาอื่นที่มีความผิดในตัวเอง และมิได้อยู่ในอำนาจศาลทหารรวมอยู่ด้วยก็ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย

๒. ความผิดตามประกาศหรือคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

ต่อมาวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศ ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย ประกาศ และออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลงโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ตามประกาศ ฉบับลงวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์ข้อนี้นั้น บรรยายฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร กรณีแถลงข่าวที่สมาคมผู้สื่อข่าวในประเทศไทยและส่งข้อความเป็นหนังสือภาษาไทยลงในเว็บไซต์เฟสบุ๊ค หน้าเว็บเพจชื่อ "Chaturon.FanPage" ของบุคคลที่ใช้ชื่อว่า Chaturon Chaisang โดยมีเนื้อหาเป็นการต่อต้านการควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เหตุเกิดที่กรุงเทพมหานคร จึงเป็นกรณีที่กล่าวหาว่า จำเลยกระทำความผิดตามฐานความผิดที่ระบุไว้ในประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗ /๒๕๕๗ และเป็นการกระทำที่ภายหลังจากมีประกาศดังกล่าวแล้ว แม้การที่ในวัน เวลา และสถานที่ที่เกิดการกระทำความผิดจะเป็นช่วงเวลาและสถานที่ที่มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ อันเป็นข้อยกเว้นอำนาจศาลทหารตามประกาศดังกล่าว ข้อ ๑ (๒) ก็ตาม แต่เมื่อวันที่ ๓ มิถุนายน ๒๕๕๗ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติในฐานะผู้ใช้อำนาจหน้าที่นายกรัฐมนตรีได้อาศัยอำนาจตาม มาตรา ๑๕ วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ออกประกาศให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และบรรดาประกาศ ข้อกำหนด ที่นายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยประกาศและออกตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ ให้เป็นอันสิ้นสุดลงโดยให้มีผลย้อนหลังไปถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ กรณีจึงต้องถือว่าการประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๕๕๑ มีผลสิ้นสุดลงไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ทั้งนี้แม้จะทำให้อำนาจศาลที่เหนือคดีนี้เปลี่ยนแปลงไปก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นเรื่องบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่มีโทษทางอาญาซึ่งต้องห้ามมิให้มีผลย้อนหลัง ทั้งไม่ว่าคดีนี้จะพิจารณาพิพากษาที่ศาลใดก็ตาม แต่ละศาลย่อมให้ความเป็นธรรมแก่จำเลยได้ทั้งสิ้น กรณีจึงมิใช่เป็นประกาศที่เป็นผลร้ายแก่จำเลย ดังนั้น คำฟ้องของโจทก์ข้อนี้จึงไม่เข้าข้อยกเว้นของประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ข้อ ๑ (๒) และเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ๑๒

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีตามคำฟ้องเฉพาะข้อ ๑.๓ ระหว่าง อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

*************************************************

คำวินิจฉัยที่ 94/2558 ประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ กำหนดให้ความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารและประกาศ คสช. ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ก็กำหนดให้คดีที่เกี่ยวโยงกันอยู่ในอำนาจของศาลทหารด้วย โดยประกาศเมื่อวันที่ ๒๕ พ.ค.๒๕๕๗ แม้คดีนี้โจทก์ยื่นฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดโดยนำข้อความและภาพล้อเลียนอันเป็นเท็จและเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ โดยกระทำความผิดตั้งแต่ก่อนใช้ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ และยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาจนกระทั่งภายหลังจากมีการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและเป็นการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้น จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

 

คำวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล

ที่ ๙๔/๒๕๕๘

วันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๘

เรื่อง เขตอำนาจศาลตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗

ศาลทหารกรุงเทพ

ระหว่าง

ศาลอาญา

การส่งเรื่องต่อคณะกรรมการ

ศาลทหารกรุงเทพโดยสำนักตุลาการทหาร กรมพระธรรมนูญส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาลพิจารณาวินิจฉัยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. ๒๕๔๒ มาตรา ๑๐ วรรคหนึ่ง (๓) ซึ่งเป็นกรณีคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องคดีโต้แย้งเขตอำนาจศาลที่รับฟ้องคดีและศาลที่ส่งความเห็นและศาลที่รับความเห็นมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องเขตอำนาจศาลในคดีนั้น

ข้อเท็จจริงในคดี

เมื่อวันที่ ๒๔ กันยายน ๒๕๕๗ อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ ยื่นฟ้องนายสิรภพ กรณ์อรุษ จำเลย ต่อศาลทหารกรุงเทพ เป็นคดีดำที่ ๘๓ ก./๒๕๕๗ ความว่า จำเลยเป็นบุคคลพลเรือนได้กระทำความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ อันเป็นความผิดที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศให้เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร เพื่อให้การรักษาความสงบและการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ข้อ ๑ และมีการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จำเลยได้กระทำผิดกฎหมายหลายกรรมต่างกัน อันประกอบด้วย การกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันในระหว่างที่ประกาศทั้งสองฉบับใช้บังคับ กล่าวคือ ข้อ ก. เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจเขียนและนำบทกลอนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ลงในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" และบทความซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ข. เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความหมิ่นประมาท และดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ Facebook ชื่อบัญชี "Sira Rungsira" โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" ข้อความและภาพการ์ตูนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าว จนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ค. เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องเกี่ยวโยงกัน จำเลยบังอาจใส่ความ หมิ่นประมาทและดูหมิ่นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ พระมหากษัตริย์ รัชกาลปัจจุบัน ต่อบุคคลที่สามและประชาชน กล่าวคือ เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ เวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยบังอาจลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ http://rungsira.blogsport.com/2014/01/blog-post_22.html โดยใช้นามแฝงทางอินเตอร์เน็ตว่า "รุ่งศิลา" ข้อความและ ภาพการ์ตูนล้อเลียนซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ก็ยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจสอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ดังกล่าว อันเป็นวันและเวลาที่อยู่ในระหว่างประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งเป็นการนำเข้าสู่ เผยแพร่ หรือส่งต่อซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โดยที่จำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จที่เป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร และโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พระมหากษัตริย์ ผู้อื่นหรือประชาชนและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งบุคคลที่สามหรือประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์สามารถรับรู้ข้อมูลดังกล่าว จำเลยเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลย ในคดีดำ ที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗ ของศาลทหารกรุงเทพ ฐานฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติเรียกบุคคลให้มารายงานตัว ขอให้ลงโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ , ๙๑ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔ กับขอให้นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดำที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗ ของศาลทหาร

จำเลยให้การปฏิเสธ และยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับจำเลยในคดีดำที่ ๔๐ ก./๒๕๕๗

จำเลยยื่นคำร้องโต้แย้งเขตอำนาจศาลว่า ตามประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๔ ประกอบกับกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิการเมือง ข้อ ๑๔ (๑) และ (๕) อีกทั้งการกระทำของจำเลยตามฟ้องเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ คดีจึงไม่อยู่ในเขตอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหารกรุงเทพ แต่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

ศาลทหารกรุงเทพพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของจำเลยตามที่โจทก์บรรยายฟ้องเป็นความผิดสำเร็จแล้วตั้งแต่จำเลยนำข้อความและภาพล้อเลียนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ข้อความและภาพล้อเลียนยังคงปรากฏในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมา โดยจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ แสดงให้เห็นได้ว่าจำเลยมีเจตนาที่จะให้ข้อความและภาพล้อเลียนดังกล่าวปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ต่อไป การกระทำของจำเลยจึงยังคงเป็นความผิดต่อเนื่องกันตลอดมา จนกระทั่งเจ้าพนักงานตำรวจตรวจพบ อันเป็นเวลาระหว่างมีประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักรและประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลบังคับใช้แล้ว คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

ศาลอาญาพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำความผิดในฟ้องแต่ละข้อด้วยการนำข้อมูล คอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์นั้น การกระทำดังกล่าวมีผลสำเร็จทันทีเมื่อลงข้อมูลครบถ้วนตั้งแต่วันที่นำเข้าสู่ระบบตามคำฟ้องไม่ปรากฏว่านอกจากวันที่จำเลยลงมือกระทำความผิดในฟ้องแต่ละข้อ แล้วนั้น จำเลยได้ลงมือกระทำความผิดด้วยการนำข้อมูลในครั้งแรกเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในวันอื่นอีก กรณีจึงไม่ใช่เป็นความผิดที่ยืดออกไป เนื่องจากไม่มีการกระทำหลายอย่างโดยผู้กระทำความผิดคนเดียวกัน เพียงแต่การกระทำในฟ้องแต่ละข้ออันเป็นกรรมเดียวกันนั้นเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ทั้งกรณีไม่ใช่ เป็นความผิดต่อเนื่องซึ่งเป็นความผิดที่เกิดขึ้นติดต่อสืบเนื่องกันตลอดเวลาชั่วระยะเวลาหนึ่ง เพราะมิได้มีลักษณะเป็นความผิดที่มีทั้งการกระทำและเจตนาประกอบกันอยู่ตลอดเวลาที่การกระทำนั้นยังปรากฏอยู่ เนื่องจากการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เพียงครั้งเดียวในฟ้องแต่ละข้อนั้นเป็นความผิดสำเร็จไปแล้ว แม้จะปรากฏมีข้อความอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดไปก็ตาม แต่ก็มิใช่เป็นเหตุการณ์ที่เกิดจากการกระทำขึ้นใหม่หลังจากการกระทำของจำเลยในตอนแรก การที่ข้อความยังคงปรากฏอยู่นั้นเนื่องจากยังมิได้ถูกลบไป ไม่ว่าด้วยตัวจำเลยเองหรือการปล่อยปละละเลยของเจ้าหน้าที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องก็ตาม จะถือว่าจำเลยมีเจตนาให้ข้อความนั้นยังคงอยู่มิได้ เพราะเป็นที่รู้กันอยู่โดยทั่วไปว่าเมื่อมีการนำข้อมูลคอมพิวเตอร์เข้าสู่ในระบบคอมพิวเตอร์แล้ว โดยสภาพของคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นเครื่องอิเล็กทรอนิกส์แบบอัตโนมัติทำหน้าที่เสมือนสมองกลถูกสร้างขึ้นมาเพื่อสามารถใช้เป็นแหล่งเก็บข้อมูลที่ได้โปรแกรมเข้าไปแล้วจะเก็บรักษาข้อมูลนั้นไว้ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงหรือลบข้อมูลนั้นทิ้งไป กรณีจึงไม่ใช่เรื่องที่จำเลยมีเจตนาประสงค์ให้ข้อมูลที่นำเข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์แล้วคงอยู่ตลอดไป จำเลยเพียงแต่มีเจตนาเผยแพร่ข้อความของตนเท่านั้น การที่จะตีความให้จำเลยยังต้องรับผิดในผลทุกอย่างที่เกิดขึ้นโดยไม่มีข้อจำกัดเป็นการตีความในทางอาญาที่ไม่เป็นธรรมแก่จำเลย และการอ้างว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดต่อเนื่องนั้นเป็นการตีความในลักษณะเอาอายุความมาแทนผลของการกระทำความผิดของจำเลย เมื่อการกระทำความผิดตามฟ้องเป็นความผิดสำเร็จและมิใช่ความผิดต่อเนื่อง ทั้งเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ มีผลใช้บังคับแล้ว คดีจึงไม่อยู่ในบังคับของประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าวอันอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร แต่เป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม

คำวินิจฉัย

ปัญหาที่ต้องพิจารณา คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรมหรือศาลทหาร

คณะกรรมการพิจารณาแล้วเห็นว่า ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องคดีนี้สรุปได้ว่า จำเลยกระทำความผิด ๓ กรรมต่างกัน โดยประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน กล่าวคือ ข้อ ก. เมื่อระหว่าง วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยเขียนบทความและบทกลอนอันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ แล้วนำบทความและบทกลอนดังกล่าว เข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ในเว็บบอร์ดของเว็บไซต์ประชาไท และบทความและบทกลอนยังคงปรากฏเรื่อยมา ในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ข้อ ข. เมื่อระหว่างวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ Facebook อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และข้อความและภาพล้อเลียนดังกล่าวยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บบอร์ดของเว็บไซด์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ และข้อ ค. เมื่อระหว่างวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ จำเลยลงข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนในเว็บไซต์ http://rungsira.blogsport.com/2014/01/blog-post_22.html อันเป็นการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และข้อความและภาพการ์ตูนล้อเลียนดังกล่าวยังคงปรากฏเรื่อยมาในเว็บไซต์ดังกล่าวจนถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ และมาตรา ๙๑ คำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน (ฉบับที่ ๔๑) ลงวันที่ ๒๑ ตุลาคม ๒๕๑๙ ข้อ ๑ พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่ ๖) พ.ศ. ๒๕๒๖ มาตรา ๔ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๔

ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ออกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ เรื่อง ความผิดที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร โดยกำหนดให้การกระทำความผิดตามที่กำหนดไว้ดังต่อไปนี้ ซึ่งการกระทำผิดเกิดขึ้นในเขตราชอาณาจักรและในระหว่างที่ประกาศนี้ใช้บังคับอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีของศาลทหาร

๑. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา

(๑) ความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาทและผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่มาตรา ๑๐๗ ถึงมาตรา ๑๑๒ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ เรื่อง คดีที่ประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร โดยกำหนดให้บรรดาคดีความผิดที่อยู่ในอำนาจศาลทหารพิจารณาพิพากษาตามประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และประกาศหรือคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติฉบับอื่น ถ้าคดีใดประกอบด้วยการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน แม้แต่ละอย่างจะเป็นความผิดได้ในตัวเองและไม่อยู่ในอำนาจศาลทหารก็ให้อยู่ในอำนาจศาลทหารที่จะพิจารณาพิพากษาด้วย

เห็นว่า คดีนี้ โจทก์ฟ้องโดยกล่าวอ้างว่าจำเลยกระทำความผิดต่อเนื่องเกี่ยวโยงกันตั้งแต่ก่อนใช้ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ จนภายหลังมีการประกาศใช้ประกาศทั้งสองฉบับดังกล่าว ข้อเท็จจริงตามคำฟ้องระบุว่า จำเลยเริ่มกระทำความผิด ๓ กรรม ดังนี้ กรรมแรก เมื่อวันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ กรรมที่สอง เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ และกรรมที่สาม เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ตามลำดับ โดยจำเลยหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ และนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่พระมหากษัตริย์ และจำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ต่อมาวันที่ ๒๕ พฤษภาคม ๒๕๕๗ คณะรักษาความสงบแห่งชาติประกาศใช้ประกาศ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ ให้คดีความผิดต่อองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งคดีที่ประกอบไปด้วยการกระทำหลายอย่างที่เกี่ยวโยงกันให้อยู่ในอำนาจของศาลทหาร หลังจากนั้น ข้อความและภาพล้อเลียนของจำเลยยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ดังนี้ แม้จำเลยจะเริ่มกระทำความผิดตั้งแต่วันที่ ๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ วันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๖ และวันที่ ๒๒ มกราคม ๒๕๕๗ ซึ่งเกิดขึ้นก่อนที่ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๓๗/๒๕๕๗ และฉบับที่ ๓๘/๒๕๕๗ จะมีผลใช้บังคับก็ตาม แต่การที่จำเลยไม่ได้ทำการลบหรือนำข้อความและภาพล้อเลียนออกจากระบบคอมพิวเตอร์ ข้อความและภาพล้อเลียนยังคงปรากฏอยู่ในระบบคอมพิวเตอร์ ตลอดมาจนกระทั่งถึงวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นวันที่ภายหลังจากมีการประกาศใช้ประกาศดังกล่าวทั้งสองฉบับแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดต่อเนื่องและเป็นการกระทำหลายอย่างเกี่ยวโยงกัน ดังนั้น จึงเป็นคดีที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

จึงวินิจฉัยชี้ขาดว่า คดีระหว่าง อัยการศาลทหารกรุงเทพ โจทก์ นายสิรภพ กรณ์อรุษ จำเลย อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลทหาร

 

โดย ทนายเชียงใหม่

บทความที่น่าสนใจ

-การด่าตำรวจจราจรว่ารับสินบนจะมีผิดความหรือไม่

-ด่ากันทางโทรศัพท์

-ส่งมอบโฉนดให้เจ้าหนี้ยึดถือไว้เป็นหลักประกันต่อมาไปแจ้งความว่าโฉนดหายมีความผิดต้องโทษจำคุก

-การปลอมเป็นเอกสารจำเป็นต้องมีเอกสารที่แท้จริงหรือไม

-การลงลายมือแทนกันเป็นความผิดฐานปลอมเอกสาร

-เมื่อครอบครองปรปักษ์ที่ดินแล้ว ต่อมาเกิดที่งอกใครเป็นเจ้าของที่งอกนั้น

-ซื้อที่ดินในหมู่บ้านจัดสรร แล้วไปซื้อที่ดินข้างนอกที่ติดกับหมู่บ้าน
เพื่อเชื่อมที่ดินดังกล่าวเข้ากับที่ดินในหมู่บ้าน

-ขายฝากที่ดินต่อมาผู้ขายได้ปลูกสร้างบ้านบนที่ดิน แต่ไม่ได้ไถ่ภายในกำหนดบ้านเป็นของใคร

-ไม่ได้เข้าร่วมในการแบ่งกรรมสิทธิ์รวม

-ปลูกต้นไม้ในทางสาธารณะสามารถฟ้องให้รื้อถอนออกไปได้

-การทำสัญญายอมในศาลโดยการครอบครองในป่าสงวน

-เจ้าของรวมนำโฉนดที่ดินไปประหนี้เงินกู้ผลเป็นอย่างไร

-การต่อเติมภายหลังปลูกสร้างโรงเรือนรุกล้ำ

-คนต่างด้าวก็สามารถครอบครองปรปักษ์ได้

-ผู้รับการให้ด่าว่าผู้ให้ ผู้ให้สามารถเพิกถอนการให้ได้

-ยกที่ดินให้แล้ว แต่มีสิทธิเก็บกินโดยไม่ได้จดทะเบียนผลเป็นอย่างไร

-ด่าว่า จัญไร ถอนการให้ได้

-ฟ้องเรียกค่าขาดกำไร เป็นค่าเสียหายพฤติการณ์พิเศษ

-หนังสือทวงถามส่งไปที่บ้านตามภูมิลำเนาอ้างว่าไม่ได้รับได้หรือไม่

-การยินยอมของเด็กที่ให้ล่วงละเมิดทางเพศ ยังคงเป็นความผิดฐานละเมิด

-ดูหมิ่นเรียกค่าเสียหายได้เท่าไหร่

-ตั้งใจไปกู้แต่เจ้าหนี้ให้ทำสัญญาขายฝากผลเป็นอย่างไร

-คำมั่นจะให้เช่าเป็นการแสดงเจตนาฝ่ายเดียว

-การโอนสิทธิการเช่าทำได้หรือไม่